
อย่าลืมสัญญา
กระบวนการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าต่อไปไม่หยุด หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 47 มี.ค. ที่ผ่านมา และออกแถลงการณ์ร่วมกับนายโฮเซ มานูเอล บาร์รอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปว่าทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจาข้อตกลงเอฟทีเอร่วมกันโดยเร็ว
กระบวนการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าต่อไปไม่หยุด หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 47 มี.ค. ที่ผ่านมา และออกแถลงการณ์ร่วมกับนายโฮเซ มานูเอล บาร์รอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปว่าทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจาข้อตกลงเอฟทีเอร่วมกันโดยเร็ว
ขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่าการประชุมครั้งแรกจะเกิดขึ้นช่วงเดือน พ.ค. ที่เมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม หลังจากนั้นจะมีการประชุมหารือสลับที่กันอย่างน้อยๆไตรมาสละ 1 ครั้ง เชื่อว่าน่าจะใช้เวลาปีเศษกว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้ายและนำกลับไปขอความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะนำเข้าสู่สภาต่อไป
การทำข้อตกลงเอฟทีเอครั้งนี้ องค์กรภาคประชาชนแสดงความเป็นห่วงมาโดยตลอดว่าจะมีการบรรจุประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา ซึ่งส่งผลให้บริษัทยาข้ามชาติมีอำนาจผูกขาด และทำให้คนไทยมีค่าใช้จ่ายในการซื้อยาแพงขึ้น รวมทั้งสินค้าทำลายสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่หากเปิดเสรีจะทำให้เกิดการบริโภคมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ นายโอฬาร ไชยประวัติ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอ ได้รับข้อเสนอ 5 ข้อจากกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน 28 องค์กร คือ 1.ไม่ยอมรับเนื้อหาการเจรจาที่เกินไปกว่าด้านทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องการขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช 2.การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนในบทว่าด้วยการลงทุนต้องไม่นำข้อพิพาทเกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุข
3.ไม่เปิดเสรีการลงทุนที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติตลอดการลงทุนที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร 4.ถอนสินค้าเหล้าและบุหรี่ออกจากการเจรจาและ 5.จัดหารือผู้มีส่วนได้เสียครบทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังเจรจา
ขณะที่นายกิตติรัตน์ ก็ยืนยันอีกเสียงว่าจะไม่นำกลุ่มสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพไปเจรจาจนกลายเป็นข้อเสียเปรียบเป็นอันขาด
นับเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐแสดงท่าทีรับฟังเสียงประชาชน และไม่ทำอะไรให้ประชาชนต้องเสียเปรียบจากข้อตกลงนี้ อย่างไรก็ดี กระบวนการทำเอฟทีเอไทยยุโรปยังต้องเดินทางอีกยาวไกล ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน มีจุดยืนแน่วแน่ที่จะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่จะทำให้คนไทยเสียเปรียบแม้จะถูกกดดันแค่ไหนก็ตาม







