
เคล็ดลับ...คอร์รัปชัน (2)
วันนี้เราจะมาพูดกันต่อถึงกลยุทธ์คอร์รัปชันอีกสองข้อที่เหลือ นอกเหนือจากกลยุทธ์ “ได้กระจุกเสียกระจาย”ที่ได้เขียนถึงในตอนที่แล้วไปแล้ว
วันนี้เราจะมาพูดกันต่อถึงกลยุทธ์คอร์รัปชันอีกสองข้อที่เหลือ นอกเหนือจากกลยุทธ์ “ได้กระจุกเสียกระจาย”ที่ได้เขียนถึงในตอนที่แล้วไปแล้ว
สอง การคอร์รัปชันนั้นจะต้องมีผลเป็นการ “ได้วันนี้เสียวันหน้า”
กลยุทธ์ข้อนี้ เกิดจากหลักสามัญง่ายๆ ว่าการทุจริตที่ไม่ส่งผลเสียในทันทีย่อมมีโอกาสที่จะถูกต่อต้าน หรือถูกตรวจสอบได้น้อยกว่า ซึ่งกิจกรรมที่เหมาะกับการทุจริตลักษณะนี้ ก็คือโครงการลงทุนในภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือเมกะโปรเจกต์ต่างๆ นั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะโครงการเหล่านี้ มีการตัดค่าเสื่อมราคาในระยะยาว ต้นทุนความเสียหายทั้งหลายอันเกิดจากการคอร์รัปชันก็เลยสามารถถูกกระจายไปในอนาคต ซึ่งจะทำให้คนไม่เห็นเป็นความเสียหายเฉพาะหน้า และทำให้ไม่ว่าต้นทุนความเสียหายจากคอร์รัปชันจะสูงเพียงใด แต่เมื่อมองจากตัวเลขทางการเงิน ต้นทุนดังกล่าวกลับดูจะไม่กระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการมากนัก ลำพังการมองโครงการเหล่านี้ในทางตัวเลขแบบเผินๆ จึงยากจะรู้ได้ว่าเกิดการคอร์รัปชัน
เช่น สนามบินที่ควรสร้างด้วยเงิน 1 แสนล้าน ต่อให้คอร์รัปชันจนต้นทุนเพิ่มเป็น 1.2 แสนล้าน คนก็ไม่ผิดสังเกต เพราะต้นทุนดังกล่าว เมื่อนำมาตัด “ค่าเสื่อมราคา”เป็นระยะยาวหลายสิบปีแล้ว ก็ย่อมไม่ปรากฏตัวเลขความเสียหายตัวโตๆ ในทันที อีกทั้งความเป็นไปได้ทางการเงินก็ยังแทบไม่ถูกกระทบ เมื่อตรวจสอบดูแล้วจะเห็นได้เลยว่า การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของถาวรวัตถุที่ราคาสูงเกินจริงหรือไม่จำเป็นของหน่วยงานต่างๆ จะมีลักษณะอย่างนี้เป็นจำนวนมาก
ยิ่งกว่านั้น โครงการเหล่านี้ยังสามารถกล่าวอ้างถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะจริงเท็จอย่างไรก็ยากจะพิสูจน์ในระยะสั้น หนักๆ เข้าก็ยังอาจจ้างผู้เชี่ยวชาญกำมะลอมาช่วยยืนยันข้อมูลในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อผลักดันโครงการที่ความจริงแล้วไม่มีความคุ้มค่า ยกตัวอย่างเช่น โครงการขนส่งสาธารณะโครงการหนึ่งที่มีการไปหาผู้เชี่ยวชาญมาพยากรณ์ว่าจะมีผู้ใช้บริการจากโครงการวันละหลายหมื่นคน แม้พอเปิดใช้บริการจริงกลับพบว่ามีผู้ใช้บริการไม่กี่พันคนต่อวัน แต่ถึงตอนนั้นโครงการก็ได้ทำไปแล้ว การตรวจสอบย้อนหลังก็ไม่มีผู้ที่ทุจริตก็เลยสบาย
ที่ร้ายที่สุดคือ ต้นทุนความเสียหายที่เกิดจากเหตุข้างต้น คนจะดูออกหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายมันก็ไม่ได้หายไปไหน แต่จะถูกผลักไปให้กับผู้เสียภาษีในอนาคตในรูปของหนี้สาธารณะ หรือมิฉะนั้นหากเมกะโปรเจกต์ดังกล่าวเป็นกิจการผูกขาดของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ผู้ที่ต้องรับภาระก็คือผู้ใช้บริการกิจการนั้นๆ ในอนาคตนั่นเอง
สาม คอร์รัปชันนั้นจะทำผ่านการ “สร้างตัวกลางคอร์รัปชัน”
ด้วยความที่เดี๋ยวนี้มีความพยายามป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันมากขึ้น ทำให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองสูงๆ หรือบริษัทยักษ์ใหญ่มีชื่อเสียงต่างๆ นั้นเข้าเป็นฝ่ายรับเงินจ่ายเงินด้วยตัวเองลำบากขึ้น เพราะมีกฎหมายคอยคุมตัวละครเหล่านี้อยู่โดยตรง แวดวงคอร์รัปชันจึงได้พัฒนามาถึงขั้นที่มีตัวแทน ตัวกลาง หรือประสานงาน (“นักวิ่งเต้น” หรือ “Lobbyist”) คอยดำเนินการทุจริตหรือ “หิ้วเงิน” แทนนักการเมืองเพื่อให้ผ่านช่องว่างต่างๆ ของกฎหมายได้ แลกกับค่าต๋งเป็นการตอบแทน โดยตัวกลางเหล่านี้อาจเป็นเอเยนต์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือแม้แต่ข้าราชการคนหนึ่งก็ได้
ความชั่วร้ายของตัวกลางคอร์รัปชันเหล่านี้ ก็คือพวกนี้มีประสิทธิภาพในการดำเนินการอย่างมากและก็สามารถทำหน้าที่โดยไม่ผูกติดกับบุคคลหรือพรรคการเมือง ดังนั้นไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนขั้วอำนาจอย่างไร ใครจะได้เป็นรัฐบาลจึงไม่สำคัญ หากมีผู้ประสงค์จะคอร์รัปชันแล้ว ก็สามารถมาติดต่อตัวกลางเหล่านี้เพื่อให้ช่วยดำเนินการได้ทั้งสิ้น ไม่ต้องเสียเวลารื้อถอนตัวกลางเดิมแล้วตั้งตัวกลางใหม่ของพวกตนอย่างสมัยก่อน จึงเรียกได้ การคอร์รัปชันถูกพัฒนาไปจนถึงขั้น Institutionalized เป็นระบบ เป็นสถาบันที่ไปพ้นจากบุคคลเสียแล้ว การคอร์รัปชันจึงสามารถดำเนินไปได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่มีเสียเวลาผลัดแผ่นดินอะไรทั้งสิ้น ซึ่งนับเป็นหายนะของประเทศอย่างที่สุด
นอกจากนั้น ความชั่วร้ายอีกประการของตัวกลางคอร์รัปชันเหล่านี้คือ ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ตัวกลางคอร์รัปชันเหล่านี้ถือเป็น “ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic Rent)” กล่าวคือเป็นสิ่งที่กินค่าตอบแทนที่สูง ทั้งๆ ไม่ได้สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจขึ้นตามค่าตอบแทนแต่อย่างใด นับเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยไม่มีประโยชน์ เรียกง่ายๆ ก็คือเป็นกาฝากของระบบ แต่ปีหนึ่งๆ กลับมีทรัพยากรของประเทศที่ต้องสูญไปกับการหล่อเลี้ยงกาฝากเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้างด้านสารสนเทศซึ่งหน่วยงานรัฐต้องทำปีละหลายๆ หมื่นล้านบาทนั้น ปรากฏว่าด้วยความที่ทุกคนก็อยากจะคอร์รัปชันด้วยกันทั้งนั้น แทนที่รัฐจะซื้อขายกับบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง ก็เลยไปซื้อขายผ่านเอเยนต์ หรือตัวกลางคอร์รัปชัน ซึ่งย่อมกินหัวคิวเป็นจำนวนมากๆ ดังนั้นเป็นที่แน่นอนว่าเงินงบประมาณที่จะต้องจ่ายออก ส่วนหนึ่งก็จะต้องมาสูญเสียไปเป็นค่าเช่าทางเศรษฐกิจเหล่านี้ให้กับตัวกลางคอร์รัปชัน แทนที่จะได้นำไปทำประโยชน์อย่างอื่นให้กับประเทศ นับเป็นเรื่องน่าเจ็บใจ
อย่างไรก็ตาม นั่นก็คือกลยุทธ์ 3 ประการที่บรรดานักคอร์รัปชันชั้นครูเขาใช้กันอยู่เดี๋ยวนี้ ซึ่งแต่ละประการไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพ และยากจะถูกตรวจจับดังได้กล่าวมาแล้ว หากแต่ยังล้วนส่งผลร้ายให้กับประเทศในระดับที่ลึกซึ้งไปกว่าความเสียหายอันเป็นตัวเงินทั้งสิ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราจะมาวิเคราะห์กันในตอนต่อไป







