
กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์
การบุกยึดสี่แยกราชประสงค์ ใจกลางธุรกิจของ กทม. ของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลเกินคาด ที่ทำให้คน กทม. เดือดร้อนและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติไม่แพ้การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสนามบิน
ความเหมือนกันก็คือ การสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจท่องเที่ยวและคนที่ทำงานหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องความปลอดภัยและการไม่เคารพกฎหมาย
คนเสื้อแดงเริ่มฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น เพราะตั้งแต่ดำเนินการชุมนุมเพื่อกดดันรัฐบาล โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าจะทำเช่นไร หลายกลยุทธ์รัฐบาลก็เฉย จนเมื่อบุกยึดสี่แยกราชประสงค์ รัฐบาลก็ออกมาเต้นว่าจะใช้กฎหมายจัดการกับผู้ชุมนุม และจะดำเนินการตามมาตรฐานสากลจากมาตรการเบาไปหาหนัก
การประกาศจะใช้กฎหมายจัดการกับผู้ชุมนุม น่าจะสร้างความขบขันให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่าจะกลัว และยังเยาะเย้ยรัฐบาลว่าชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศไม่ผิดกฎหมาย แต่พอมายึดสี่แยกราชประสงค์รัฐบาลก็บอกว่าผิดกฎหมายจะต้องจัดการ
วันนี้กระบวนการจัดการกับม็อบของรัฐบาล ดูจะช้าไปก้าวหนึ่งตลอด และไม่ทันการณ์กับการแปรขบวนของม็อบที่ออกเดินไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน การที่ม็อบฮึกเหิมลำพองใจในชัยชนะ ก็เพราะได้กระทำการท้าทายรัฐบาลและหน่วยงานรักษาความปลอดภัยคือตำรวจและทหาร และก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะยกพลไปขับไล่ทหารตามจุดรักษาความปลอดภัยต่างๆ ทหารก็ถอนกำลังออกไปแต่โดยดี จะไปปิดล้อมหน่วยงานใด ไปสาดเลือดที่ไหน ก็ไม่มีใครทำอะไร
นอกจากนี้ รัฐบาลยังประเมินการชุมนุมของคนเสื้อแดงต่ำเกินไป เพราะคิดว่าการชุมนุมนี้มีเบื้องหลังมีการจัดตั้งโดยใช้ผลประโยชน์ล่อให้คนมาชุมนุม ต่อไปก็จะเลิกและกลับต่างจังหวัดไปเอง แต่สถานการณ์ขณะนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่
วันนี้หากรัฐบาลยังใช้วิธีการปล่อยให้สถานการณ์พาไปให้เวลาหาทางออกให้กับปัญหาเอง คงจะไม่เหมาะเสียแล้ว เพราะหากคน กทม.ทนไม่ไหวออกมาปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงก็จะเกิดความรุนแรง เข้าทางฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
รัฐบาลควรจะต้องทบทวนทีท่าของตัวเองได้แล้ว และควรจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายมากไปกว่านี้







