posttoday
เหตุผลที่เงืนทุนไหลเข้าไทย

เหตุผลที่เงืนทุนไหลเข้าไทย

05 เมษายน 2553

....ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล

นระหว่าง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีราคาหุ้นในตลาดของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยตลอด โดยมีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการประท้วงทางการเมืองอยู่ตลอดระยะเวลาดังกล่าว มีคนตั้งคำถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทยในช่วงเวลานี้

ผมไม่ใช่นักเล่นหุ้น ไม่สามารถอธิบายในภาษาของนักลงทุนในตลาดหุ้นได้ แต่ได้ติดตามข้อมูลของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่างๆ ในโลก พอที่จะชี้แจงให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานได้บางประการ ประการแรก คือ เรื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ในโลก เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจำนวนรายได้ประชาชาติที่แท้จริง (ไม่ใช่อัตราเพิ่มหรือลด) ปรากฏว่าการฟื้นตัวของประเทศ G3 คือ สหรัฐอเมริกา ประชาคมยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มฟื้นตัวเมื่อกลางปี 2552 นั้น เมื่อถึงปลายปี 2552 สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ฟื้นตัวกลับมาได้เพียงกึ่งหนึ่งของขนาดการหดตัวที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2551 ถึงกลางปี 2552 ในขณะที่ประชาคมยุโรปฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของขนาดการหดตัวที่เกิดขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ ซึ่งเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 เมื่อถึงสิ้นปี 2552 จำนวนรายได้ประชาชาติที่แท้จริงของประเทศเหล่านี้ได้ฟื้นตัวพ้นจุดสูงสุดเมื่อไตรมาส 3 ของปี 2551 ก่อนหดตัวลงแล้ว ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วนี้ทำให้นักลงทุนมั่นใจในพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกรวมทั้งประเทศไทยมากกว่าประเทศในกลุ่ม G3

ประการที่สอง เมื่อมองไปข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่ม G3 ยังไม่น่าจะขยายตัวได้เร็วเนื่องจากอัตราการว่างงานยังสูงอยู่มาก, 10% เศษ ในสหรัฐอเมริกา, 9% เศษ ในประชาคมยุโรป, และ 56% ในญี่ปุ่น ขณะเดียวกันสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออยู่มาก ปัจจัยด้านอุปสงค์ภาคเอกชนจึงยังไม่มีพลังพอที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำหรับประเทศเอเชียตะวันออก อุปสงค์ภาคเอกชนค่อนข้างแข็งแรง การว่างงานลดลงสู่จุดต่ำที่เคยเป็นก่อนเศรษฐกิจหดตัวแล้ว (สำหรับประเทศไทยอัตราการว่างงานลดลงเหลือ 1.2%) การส่งออกของทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้นในอัตราสูง การค้าขายระหว่างประเทศต่างๆ ภายในภูมิภาคขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก และราคาพืชผลที่ดีขึ้นหลายชนิดทำให้ประเทศผู้ผลิตพืชผลเกษตรกรรมมีการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวมากขึ้น องค์กรเศรษฐกิจหลายแห่งได้คาดคะเนว่าเศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออกจะขยายตัวเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในโลก ในปี 2553 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G3 จะขยายตัวในอัตราระหว่าง 12% ต่อปี ในขณะที่เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก (ไม่นับจีนและญี่ปุ่น) จะขยายตัวระหว่าง 3.55% ต่อปี ส่วนจีนนั้นจะขยายตัวในอัตราสูงกว่า 8% ต่อปี

จากปัจจัยพื้นฐานสองประการข้างต้น พอจะเห็นได้ว่าทำไมนักลงทุนต่างชาติจึงเคลื่อนย้ายเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกกันมาก ด้วยความเชื่อที่ว่าราคาหุ้นในเอเชียตะวันออกมีศักยภาพที่จะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจได้มากกว่าราคาหุ้นในกลุ่มประเทศ G3 นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งจะช่วยให้การลงทุนในตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกมีโอกาสได้กำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าการลงทุนในประเทศ G3 ปัจจัยประการที่สามนี้ก็คือแนวโน้มของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นที่ยอมรับกันว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเท่าที่เป็นอยู่น่าจะมีผลให้เงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงไปอีก ค่าของเงินยูโรและเงินเยนก็น่าจะเสื่อมค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ในขณะที่ค่าเงินต่างๆ ในประเทศเอเชียตะวันออก (ยกเว้นเงินเยน) มีแนวโน้มที่จะแข็งตัวขึ้นอีก ประเทศเหล่านี้หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยพยายามดูแลมิให้ค่าเงินของตนแข็งตัวเร็วเกินไป ซึ่งทำให้ค่าเงินยังอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น นักลงทุนจึงเชื่อว่าค่าลงทุนของประเทศเหล่านี้ (รวมทั้งค่าเงินบาท) จะแข็งตัวขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้ การนำเงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนซื้อหุ้นในเอเชียตะวันออกเป็นเงินสกุลท้องถิ่นจะได้รับกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อค่าเงินสกุลท้องถิ่นนั้นแข็งตัวขึ้นแม้ว่าราคาหุ้นจะคงอยู่เท่าเดิมก็ตาม อาทิ เงินหนึ่งล้านดอลลาร์ เมื่อนำเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทยในวันที่อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 33 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ นำไปลงทุนในหุ้นได้เป็นมูลค่า 33 ล้านบาท ต่อมาอีกสามเดือนหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็น 32 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ แม้ว่าราคาหุ้นเป็นบาทจะคงหุ้นเท่าเดิมแต่เมื่อคำนวณค่าเป็นเงินดอลลาร์ เงินลงทุน 33 ล้านบาท จะมีค่าเทียบเท่า 1,031,250 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากที่นำมาลงทุนเดิม 1 ล้านดอลลาร์ เป็นกำไรจำนวน 31,250 ดอลลาร์ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งพอจะคาดคะเนได้ตามพื้นฐานของเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทยและเอเชียตะวันออก

สำหรับปัจจัยการขัดแย้งทางการเมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่องซึ่งเคยสร้างความไม่มั่นใจให้นักลงทุนไว้ เมื่อปรากฏว่าเศรษฐกิจกลับฟื้นตัวมาได้ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวและยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวต่อไปในอัตราใกล้เคียงกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออก นักลงทุนจึงเริ่มมองเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองไม่เป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับการประท้วงในสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งวาดภาพกันไว้อย่างน่ากลัว ได้ดำเนินไปอย่างปราศจากความรุนแรง นักลงทุนต่างชาติจึงค่อนข้างสบายใจ นำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยความคาดหวังว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นตามพื้นฐานเศรษฐกิจและจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนตามที่กล่าวถึงข้างต้น

การอธิบายถึงปัจจัยพื้นฐานทั้งสามประการก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าทำไมจึงมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทยในช่วงที่มีการประท้วงทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าเงินทุนจะไหลเข้ามาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะทุกอย่างย่อมมีจุดอิ่มตัว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่มีผลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนในตลาดหุ้น m

พบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท