posttoday
แอ่นหลังอิงประชาชนดันกม.กู้เงินเข้าสภา

แอ่นหลังอิงประชาชนดันกม.กู้เงินเข้าสภา

11 มีนาคม 2556

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับนิทรรศการ “Thailand 2020 ก้าวใหม่เชื่อมไทยสู่โลก การลงทุนของประชาชนเพื่อประชาชน”

โดย...จตุพล สันตะกิจ

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับนิทรรศการ “Thailand 2020 ก้าวใหม่เชื่อมไทยสู่โลก การลงทุนของประชาชนเพื่อประชาชน” ที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำรัฐมนตรีทั้งคณะร่วมเปิดงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยนิทรรศการดังกล่าวจะจัดต่อเนื่องตั้งแต่ 812 มี.ค. 2556 ที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กล่าวเปิดงานช่วงค่ำคืนวันที่ 8 มี.ค. ว่า การลงทุนครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจของประเทศ... ทำให้ความเจริญเติบโตขยายไปยังเมืองต่างๆ ประชาชนเดินทางสัญจรสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น และการที่รัฐบาลจัดงานนี้ขึ้นก็เพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงเจตนารมณ์ของการลงทุน 2 ล้านล้านบาท

“นี่เป็นการลงทุนของประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ย้ำ

หากประชาชนคนเดินดินทั่วไปได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในงานนี้ ซึ่งทุ่มทุนลงขันงบไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท ที่วาดภาพอนาคตประเทศไทยสวยหรู สร้างฝันให้ประชาชนมีความหวังกับอนาคตที่ดีกว่า

แม้ต้องใช้เวลาดำเนินการ 7 ปี (พ.ศ. 2556-2563) แต่นั่นก็น่าจะทำให้ผู้คนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ที่หลั่งไหลเข้าชมนิทรรศการในช่วง 5 วัน เคลิ้มไปตามๆ กัน

เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเฟสแรก 1,447 กิโลเมตร ที่ทำให้ผู้โดยสารเดินทางจากกรุงเทพฯเชียงใหม่ ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง เดินทางกรุงเทพฯโคราช ไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง สร้างรถไฟทางคู่ รถไฟสายใหม่ สร้างรถไฟฟ้า 10 สายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สร้างท่าเรือใหม่ 3 แห่ง พัฒนาสนามบินจังหวัดนับสิบแห่ง บูรณะทางหลวงหลายพันกิโลเมตร

บางคนเข้ามาสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่ผ่านบ้านตัวเองในต่างจังหวัด บ้างก็เป็นนักเก็งกำไรและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขอข้อมูลเพื่อใช้แสวงหาโอกาสทำกำไรจาก “ทำเลทอง” ใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นหลังโครงการลงทุนขนาดใหญ่พาดผ่านมาแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ กล้องและโทรศัพท์มือถือถูกใช้เป็นอุปกรณ์เก็บทุกภาพโดยละเอียด

แต่ก็มีบ้างบางคนที่ตั้งข้อกังขาว่าจะเป็นไปได้จริงหรือไม่

“เราเคยมีแพ็กเกจการลงทุนขนาดใหญ่อย่างนี้มาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นแผนลงทุนสมัยรัฐบาลทักษิณ 1.5 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิด เพราะมีรัฐประหารปี 2549 สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็มี และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 สิ่งที่ผมกลัว ไม่ใช่หนี้ แต่กลัวว่าการลงทุนจะไม่เกิดมากกว่า” คณิศ แสงสุพรรณ แห่งมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง บอก

คณิศ ทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วงว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนครั้งสำคัญและมีเดิมพันสูง เพราะเป็นโครงการที่เอื้อให้การเกิดทุจริตคอร์รัปชันสูง และเงินที่ลงไปไม่คุ้มค่า ประเทศไทยจะไม่มีโอกาสลงทุนขนาดใหญ่ๆ อย่างนี้อีกแล้ว จึงควรให้ประชาชนได้เข้าไปตรวจสอบว่าใครประมูลได้ ราคาเท่าใด มีการดำเนินการถึงไหน

กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการจัดนิทรรศการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท “ไม่สูญเปล่า” แน่ แม้ผู้ชมงานหลายกลุ่มจะถูกเกณฑ์เข้าชมงาน แต่แอ็กชันที่ปรากฏผ่านสื่อที่หลากหลาย ทำให้ละม้ายคล้ายกับว่าเป็นงานที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนเพราะอะไร และลงทุนเพื่อใคร

ที่สำคัญเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะเสนอ ครม.ปลายเดือนมี.ค.นี้ และเสนอรัฐสภาได้เป็นอย่างดี เพราะประชาชนได้มีส่วนรับรู้ตั้งแต่เริ่มต้น แม้เป็นการรับรู้โดย “ผิวเผิน” ตามเนื้อหาในป้ายโชว์ แต่ไม่มีคนใดรู้ “ไส้ในเนื้อแท้” แม้แต่โครงการเดียวก็ตาม

และถ้าจะว่าไปการจัดนิทรรศการครั้งนี้ ก็ไม่ต่างจากการจัดงานโมเดิร์นไนน์ ไทยแลนด์ หรือโครงการที่ทำให้ประเทศไทยทันสมัยมากขึ้น ที่ทำเนียบรัฐบาล สมัยรัฐบาลทักษิณเมื่อปลายปี 2548 ต่อเนื่องต้นปี 2549 และโครงการเร่งรัฐปฏิบัติการด่วนเพื่อคนไทย หรือโครงการประชาวิวัฒน์ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

งบประมาณที่ใช้จัดงานทั้งสองงานจะว่าไปแล้วก็อยู่ที่ระดับ 50-70 ล้านบาท ไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม แม้การจัดนิทรรศการจะช่วยปลุกกระแสให้ประชาชนสนใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร แต่มิพ้นต้องตั้งคำถามว่า โครงการก่อสร้างทั้งระบบราง ถนน ท่าเรือ สนามบิน สถานีขนส่ง และด่านศุลกากรชายแดน ทั้งหลายเหล่านั้น ประชาชนได้ประโยชน์คุ้มค่าเงินภาษีที่ต้องใช้ในการลงทุนหรือไม่

“หาก พ.ร.บ.กู้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาทผ่านสภา ทุกโครงการที่จะลงทุนจะต้องเสนอให้บอร์ด สศช.ให้ความเห็นทั้งความคุ้มค่าการลงทุน และกรอบวงเงินลงทุน วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก่อนเสนอ ครม. หากไม่คุ้ม เราก็จะเสนอความเห็นคัดค้าน” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุ

เช่นเดียวกับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ที่ให้คำมั่นว่า การประกวดราคาการก่อสร้างทุกโครงการภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงินฯ จะทำด้วยความโปร่งใส ไม่มีการลัดขั้นตอน โดยจะยึดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างพัสดุฯ ปี 2535 และระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างแบบอีออกชันปี 2549 และพร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและประชาชนทุกโครงการ

เป็นการตอกย้ำและเป็นคำมั่นสัญญาของฝ่ายข้าราชการประจำและฝ่ายการเมืองที่ว่า ในขั้นตอนการปฏิบัติหลังกฎหมายกู้เงินผ่าน ทุกโครงการปฏิบัติด้วยความโปร่งใส และประชาชนมีส่วนร่วม

แต่ทว่าในความเป็นจริง “เสียง สส.” ของรัฐบาลที่นั่งอยู่ในสภาก็เพียงพอที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ผ่านสภาได้ฉลุยอยู่แล้ว ไม่ว่า สส.ฝ่ายค้านจะคัดค้านอย่างไรก็ตาม กฎหมายที่รัฐบาลเสนอจะชนะโหวตโดยไม่มีข้อสงสัย แม้แต่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการก็ตาม “เสียงข้างมากย่อมลากไป” อยู่ดี

ในขณะที่การสรรหาแนวร่วมจากภาคประชาชนเป็นเพียง “พิธีกรรม” ประกอบก็ว่าได้

นั่นเพราะจะเห็นได้ว่าเมื่อโครงการเข้าสู่ในขั้นตอนการประมูลโครงการ และขั้นตอนการลงมือก่อสร้าง แทบจะไม่มีประชาชนหรือภาคีต่อต้านคอร์รัปชันใดๆ เข้ามาตรวจสอบแต่ละโครงการได้เลย แม้กระทั่งการขอข้อมูลสำคัญๆ ในโครงการ ในขณะที่กติกาการประมูลโครงการของส่วนราชการมี “ช่องโหว่” ที่รอแก้ไขอีกเพียบ

ขณะที่ร่างกฎหมายกู้เงินที่มีวงเงินเทียบเท่างบประมาณประจำปี 2 ล้านล้านบาทฉบับนี้กลับไม่ต้องดำเนินการ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณพ.ศ. 2502 ซึ่งเท่ากับเป็นการ “หลีกเลี่ยง” การตรวจสอบจากรัฐสภาก็ว่าได้ เช่น หากกรรมาธิการเห็นว่าตัวเลขงบลงทุนสูงกว่าปกติ 20-30% จะเสนอแปรญัตติปรับลดงบประมาณก็จะทำไม่ได้

ในขณะที่โครงการลงทุนและกรอบวงเงินลงทุนที่กำหนดไว้นั้น เรียกได้ว่าจะปั้นแต่งตัวเลขอย่างไรก็ทำได้ เพราะมีตำราและสูตรการคำนวณให้เลือกหลายเล่มหลายวิธีการให้เลือกใช้ หากตัวเลขวงเงินโครงการ “โป่ง” จากความเป็นจริง “เงินทอน” ในแต่ละโครงการที่ระดับ 20-30% น่าจะเป็นตัวเลขสามัญ

เช่นเดียวกับการตรวจสอบในขั้นตอนการดำเนินการโครงการระหว่างการดำเนินการโครงการหรือเสร็จสิ้นโครงการ หากเป็นงบประมาณปกติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรรมาธิการชุดต่างๆ กระทั่งผู้ตรวจการแผ่นดินที่หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากล ก็มีสิทธิใช้อำนาจที่กฎหมายให้ไว้ล้วงลึกเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้

แต่ในเมื่อการลงทุนนี้เป็นการลงทุนภายใต้กฎหมายพิเศษ “อำนาจ” ในการเรียกหน่วยงานมาให้ข้อมูลหรือตรวจสอบการดำเนินการจะทำได้หรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ จึงไม่มีสิ่งใดที่เป็นเงื่อนไขที่ช่วยการันตีความโปร่งใสและความคุ้มค่าโครงการลงทุนในบั้นปลายได้ กฎหมายกู้เงินฉบับ “ปลายเปิด” ฉบับนี้ถือว่าน่ากังวลและอันตรายยิ่ง

นอกจากนี้ กฎหมายกู้เงินที่ให้สิทธิรัฐบาลเพื่อไทยที่เหลือเวลาบริหารประเทศประมาณ2 ปี 8 เดือน “กินรวบ” โครงการลงทุนระยะ7 ปีอย่างเบ็ดเสร็จ ถือว่ามีความชอบธรรมทางการบริหารหรือไม่ และหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกรุนแรง แต่กระสุนของประเทศมีอยู่ต้องทุ่มเทไปกับการลงทุนถนน ระบบรางไปหมดแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อย้อนมาพิจารณาภาพใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงที่พาดจากกรุงเทพฯ แต่ไปหยุดแค่เชียงใหม่ ใช้เงินลงทุนเป็นแสนล้านบาท แต่หากไม่มีคนมาใช้บริการก็เท่ากับเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า เพราะอย่าลืมว่าวันนี้สายการบินต้นทุนต่ำพร้อมดัมพ์ราคาลงมาแข่ง เงินเพียง 1,200 บาทสามารถพาผู้โดยสารถึงเชียงใหม่ในเวลา 1 ชั่วโมง

อย่างนี้รถไฟความเร็วสูงก็ตายสนิท โดยเฉพาะที่น่ากังวล คือ รถไฟความเร็วสูงเฟสแรกที่จะสร้างเสร็จใน 5 ปีนั้นยังไป “ไม่สุด” เส้นทางหลายสายยังไม่เชื่อมกับอาเซียน อาทิ กรุงเทพฯโคราช กรุงเทพฯหัวหิน เป็นต้น ยกเว้นเส้นทางที่ขนสินค้าและนักท่องเที่ยวที่พอเลี้ยงตัวได้ก็มีแค่เส้นทางกรุงเทพฯพัทยาระยอง เท่านั้น

หากจะว่าไปแล้วการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดนิทรรศการตีปี๊บกู้เงิน ไม่ต่างกับการใช้เสียงประชาชนเป็นข้ออ้าง เร่งสภาผ่านกฎหมายกู้เงินก้อนมหึมาก็เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง