
ดาวโจนส์ไม่ตอบโจทย์มะกันพื้นฐานยังน่าห่วงการเงินไม่แกร่งพอ
ดูเหมือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ “ฟ้าหลังฝน” เรียบร้อยแล้ว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ดูเหมือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ “ฟ้าหลังฝน” เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ตกอยู่ในความถดถอยซบเซามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2550
เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ตลาดทุนแดนลุงแซมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ทำลายสถิติปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดรายวัน จนล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค. พุ่งทะยานเกิน 1.44 หมื่นจุด ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551
ขณะที่ตัวเลขการว่างงานปัจจัยสำคัญในการวัดสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในเดือน ก.พ. ปรับตัวลดลงเหลือ 7.7% จากเดิมที่ 7.9% ในเดือน ม.ค.ก่อนหน้า ถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรยังเพิ่มขึ้น 2.36 แสนตำแหน่ง มากกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ว่าจะอยู่ที่เพียง 1.65 แสนตำแหน่ง
ด้านตลาดบ้านและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของครัวเรือนภายในสหรัฐส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีเอสแอนด์พี เคสชิลเลอร์ ซึ่งเป็นดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองสำคัญทั่วสหรัฐในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7%
เรียกได้ว่าตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจข้างต้นล้วนบ่งชี้ไปในทำนองที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกส่วนใหญ่เริ่มเชื่อมั่นว่าสหรัฐใกล้จะฟื้นคืนกำลังกลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลังฝ่าฟันมรสุมมานาน นักลงทุน นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง ก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ดีพอที่จะตั้งความหวังกับสหรัฐได้อย่างวางใจได้หรือไม่
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ข่าวดีที่มีผลทางบวกต่อสหรัฐในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงการเติบโตแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของแดนลุงแซมเป็นไปอย่างยั่งยืนแน่นอนแน่แล้วหรือ
และคำตอบที่ได้จากนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ก็คือ เศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแกร่งดีพอ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
มาร์ก วิทเนอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากเวลส์ ฟาร์โก พร้อมใจกล่าวว่า หากมองในเชิงนโยบายเศรษฐกิจแล้ว ผลลัพธ์ทางบวกมากมายที่เกิดขึ้น ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของธนาคารกลางแห่งสหรัฐ (เฟด) กับความกล้าหาญของบรรดาผู้ประกอบการเป็นสำคัญ
เหตุผลเพราะขณะที่รัฐบาลกลางภายใต้การบริหารจัดการของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในนโยบายการคลังใดๆ ร่วมกันได้ จนประธานาธิบดีโอบามาจำต้องลงนามรับรองอนุมัติการใช้มาตรการซีเควสเตรชัน (การตัดลดงบประมาณภาครัฐแบบเหมารวม) ให้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เป็นนโยบายทางการเงินของเฟด ทั้งการอัดเงินเข้าระบบ กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดศูนย์ต่างหาก ที่ทำให้นักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในสหรัฐ
และหากไม่เพราะเจ้าของกิจการทั้งหลายเลือกที่จะไม่สนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลสหรัฐ แล้วตั้งหน้าตั้งตาขวนขวายหาหนทางเดินหน้าต่อ และหาแนวทางเพื่อป้องกันตัวเองแล้ว ย่อมไม่มีการขยับขยายจนสามารถจ้างแรงงานเพิ่มเติมขึ้นมาได้
หรือสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เพราะท่าทีของเฟดที่ยืนยันว่าจะยังไม่ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐในเร็ววันนี้แน่นอน ทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการเดินหน้าลงทุนขยับขยายกิจการของตัวเอง
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ทั่วสหรัฐส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจของสหรัฐยังคงมีปัจจัยน่าวิตกที่ทำให้ความหวังการฟื้นตัวเติบโตในระยะยาว ซึ่งรวมถึงกรณีที่เฟดยุติสารพัดมาตรการกระตุ้นต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ยังคงเกิดขึ้นได้ยาก
ปัจจัยแรกสุดย่อมหนีไม่พ้นกับกรณีของนโยบายทางการคลังของภาครัฐ ที่มีผลต่อการใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐบาลทั้งระบบ โดยเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองของ 2 พรรคใหญ่ อย่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน
เพราะล่าสุด ประธานาธิบดีโอบามาได้เซ็นลงนามรับรองอนุมัติใช้มาตรการซีเควสเตรชัน (การตัดลดงบประมาณภาครัฐเหมารวมทั้งระบบ) เรียบร้อยแล้ว ทำให้ความเสี่ยงของการตัดลดรายจ่ายซึ่งจะมีผลทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่หดลง 0.5% และส่งผลต่อการปลดลดตำแหน่งงานที่มากกว่า 7 แสนตำแหน่ง มีความเป็นไปได้สูงมากขึ้น
ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันยังเป็นผลมาจากกำไรของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมาจากปัจจัยบวกระยะสั้นของภาคตลาดอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และภาคก่อสร้าง ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับที่ 2% ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปได้เต็มปากว่าเศรษฐกิจของสหรัฐแข็งแรงดีแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ตัวเลขการจ้างงานจะลดลงแต่จำนวนคนว่างงานที่มีมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ ก็ยังนับว่าสูงอยู่มากเมื่อเทียบกับจำนวนก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และยังคงเป็นปัจจัยขวางหลักที่จะผลักดันเศรษฐกิจของสหรัฐให้กลับมาแข็งแกร่งบนลำแข้งของตัวเองได้อย่างแท้จริง เนื่องจากขาดกำลังการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ
ปัจจัยต่อมาที่ทำให้นักวิเคราะห์รู้สึกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังวางใจไม่ได้ก็คือ ผลการทดสอบสมรรถภาพทางการเงิน (Stress Test) ของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ในประเทศครั้งล่าสุด ซึ่งดำเนินการโดยเฟด
เพราะแม้รายงานการสำรวจจะพบว่า ธนาคาร 17 แห่งจากทั้งหมด 18 แห่ง รวมถึงซิตี้กรุ๊ป แบงก์ ออฟ อเมริกา และ เจ.พี.มอร์แกน จะผ่านการทดสอบจนสะท้อนให้เห็นว่าภาคการธนาคารของสหรัฐมีความแข็งแกร่งด้านเงินทุนที่จะต้านวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
แต่เมื่อพลิกดูรายละเอียดของผลทดสอบครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายกลับอดขมวดคิ้วไม่ได้ เพราะกฎระเบียบข้อบังคับสากลของภาคธนาคาร หรือกฎบาเซิล ที่เฟดนำมาใช้ในครั้งนี้ คือ บาเซิล 1 ไม่ใช่บาเซิล 3 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ล่าสุดที่ปรับปรุงให้เข้มงวด เนื่องจากกฎบาเซิล 3 นี้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ทั้งหมด
ดังนั้น จึงเท่ากับว่าผลลัพธ์ที่ได้คราวนี้ ไม่อาจยืนยันได้เต็มที่ว่า ภาคธนาคารสหรัฐมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น ผลของธนาคารซิตี้กรุ๊ป ที่ได้อัตราส่วนร่วมในระดับ 1 ที่ 12.7% แต่หากคำนวณตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในเบเซิล 3 อัตราส่วนร่วมข้างต้นของซิตี้กรุ๊ปจะอยู่ที่ 8.6%
นอกจากนี้ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งจากผลการทดสอบสมรรถภาพทางการเงินครั้งนี้ ที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทำใจเชื่อไม่ได้ ก็คือการที่บางธนาคารเผยผลการทดสอบสมรรถภาพดังกล่าวที่คำนวณด้วยตัวเองออกมาเปรียบเทียบกับผลที่เฟดดำเนินงาน แล้วพบว่าผลลัพธ์มีความแตกต่างกันทั้งๆ ที่ใช้กฎเกณฑ์เดียวกัน
เพราะผลลัพธ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า กฎระเบียบที่ใช้ในการทดสอบสมรรถภาพทางการเงินยังมีช่องว่างที่ทำให้แต่ละฝ่ายอาศัยมุมมอง หรือความคิดเห็นเฉพาะบุคคลเข้ามาตัดสิน
อาจพูดได้ว่าเกณฑ์ทดสอบขาดความเที่ยงตรง โดยตามรายงานของเฟด ผลการทดสอบของ เจ.พี.มอร์แกน อยู่ที่ 6.3% ขณะที่ทาง เจ.พี.มอร์แกน คำนวณได้ 7.6% หรือกรณีของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งอยู่ที่ 8.6% สวนทางกับผลของเฟดที่ 5.8% และกับเวลส์ ฟาร์โก ที่ผลลัพธ์อยู่ที่ 8.3% แต่เฟดกลับได้ที่ 7%
เรียกได้ว่า การจ้างงานที่ยังไม่แน่นอน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากเฟด ความเป็นไปได้ที่จะต้องเผชิญกับมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหญ่ของภาครัฐ และความกังขาในความแข็งแกร่งของภาคธนาคาร ล้วนเป็นประเด็นที่ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากหลายสำนักเห็นตรงกัน ว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัวเรียบร้อยดีแน่แล้ว
และขณะเดียวกันก็ยังเร็วเกินไปที่จะตั้งความหวังอย่างเชื่อมั่นกับมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ







