posttoday
พระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต พระนพีสีพิศาลคุณ (1)

พระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต พระนพีสีพิศาลคุณ (1)

10 มีนาคม 2556

พระนพีสีพิศาลคุณ อันเหล่าพระภิกษุ สามเณร และญาติโยมรู้จักดี ในนาม พระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต

พระนพีสีพิศาลคุณ อันเหล่าพระภิกษุ สามเณร และญาติโยมรู้จักดี ในนาม พระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต

โดย...อมรเทโว ภิกขุ

พระนพีสีพิศาลคุณ อันเหล่าพระภิกษุ สามเณร และญาติโยมรู้จักดี ในนาม พระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต หรือ พระครูสันตยาธิคุณ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน ธรรมยุต และเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ซึ่งเป็นวัดราษฎร์ตั้งอยู่เลขที่ 13 ถนนหัสดิเสวี ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ชาติภูมิ

มีบ้านเกิดอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ มีโยมบิดาชื่อ พรหมา แก้วตา โยมมารดาชื่อ รินทร์ แก้วตา บิดามารดามีอาชีพทำนาทำสวน ฐานะปานกลาง และโยมปู่ชื่อ อาจารย์ครูทน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา จึงได้ขนานนามว่า อาจารย์ครูทน

ท่านเกิดเมื่อวันที่ 9 เดือน ก.ค. 2471 ตรงกับวันจันทร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ณ บ้านน้ำร้อน หมู่ 7 ต.นาป่า อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โยมปู่ซึ่งได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา จึงได้ขนานนามว่า อาจารย์ครูทน ตั้งชื่อให้หลานชายคนโตว่า ทองอินทร์ ท่านเป็นบุตรชายคนโต มีพี่น้องร่วมสายโลหิตรวม 8 คน เป็นชาย 5 หญิง 3

เมื่อปี พ.ศ. 2480 ท่านอายุได้ 9 ขวบ ได้เริ่มเข้าโรงเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนจบชั้นประถมปีที่ 4 ในปี พ.ศ. 2484 อายุได้ 14 ปี เรียนที่โรงเรียนวัดบ้านน้ำร้อน อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ท่านมีความมานะพยายามตลอด จนเป็นผู้มีสติปัญญา ทำให้การศึกษา เล่าเรียน ของท่านเป็นที่น่าพึงพอใจ เป็นที่รักของครูประจำชั้น ตลอดจนบิดามารดาและญาติมิตร ซึ่งในปีนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ท่านจึงช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาตามสภาวการณ์

เพราะท่านเป็นบุตรคนโต เป็นลูกคนหัวปี มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยเหลือบิดามารดาทำงานบ้านทุกอย่าง ภาระงานหนักก็เห็นจะได้แก่ การตักน้ำ ตำข้าว เลี้ยงวัวควาย ไถนา ช่วยหว่านกล้า ดำนา ฟัดข้าวเกี่ยวข้าวทุกๆ อย่าง ท่านเป็นพี่ชายที่รักน้อง รักบิดามารดา มานะอดทนในการทำงาน เพื่อทุกคนในครอบครัว เพราะน้องๆ ก็ยังเล็กๆ อยู่ แม้จะโตก็กำลังกิน กำลังชอบเล่นสนุกสนาน ชีวิตสมัยเป็นหนุ่มอายุ 15-16 ปี

พระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต พระนพีสีพิศาลคุณ (1)

 

ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เคยเป่าแคนเที่ยวไปตามบ้านผู้สาวตามประสาคนในวัยหนุ่ม นอกเหนือจากเวลาทำงานช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนาเวลากลางวัน กลางคืนก็เที่ยวไปตามประสาคนหนุ่มสาว ซึ่งท่านรักในเสียงแคนเป็นชีวิตจิตใจ ได้พบเห็นชีวิตของคนทั่วไป มองดูแล้วเกิดความสลดใจปนสมเพชเวทนาบุคคลที่ยังไม่สิ้นเวรทั้งหลาย มนุษย์เกิดมาเพื่อเอาตัวรอด ก็เป็นสาเหตุให้เบียดเบียนกันขึ้น กอบโกยให้ตัวเองมีความสุขสมบูรณ์เพียงคนเดียว ด้านความรักของคนทั่วไป ก็ครองรักกันดีๆ ทำไมต้องตบตีกัน ด้วยรักกันอย่างไร มันลำบากยากแค้นใจ หาความสุขสงบไม่ได้ ทำไมเขาจึงพูดกันว่า มันดีอย่างนั้นมันดีอย่างนี้ มันน่ากลุ้มใจมากกว่านะ ชีวิตชาวบ้านทั่วๆ ไป ผัวตายไม่ทันข้าม 7 วัน ก็เอาผัวใหม่กันแล้ว ผู้ชายก็เหมือนกัน ดูมันสับสนวุ่นวาย ด้านชู้สาว ก็นับวันเราจะลืมความเป็นมนุษย์ออกไปทุกทีๆ สมันนั้นกับสมัยนี้ไม่ผิดกันนัก ก็เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้แหละ เขาทำกิริยาอันน่าเกลียดทางกามารมณ์ได้มากเท่าไหร่ เขาก็ถือกันว่าเป็นคนหัวสมัยใหม่ได้เท่านั้น ยิ่งน่าเกลียดมาก เขาก็ชมกันว่าเก่ง เยี่ยมหรือยอด แถมยังเป็นคนดีอีกนะ เป็นคนดีประจำปี แท้จริงแล้วคนหมู่นั้นลืม...ลืมทุกอย่าง ลืมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามแต่โบราณจนหมดสิ้น เมื่อมองไม่เห็นความดีงามของมนุษย์ ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย แล้วออกบวชเพื่อหนีสิ่งวุ่นๆ อย่างชาวบ้าน

อักขระธรรมซักย้อมใจ

มีอยู่ช่วงหนึ่งท่านได้รับหนังสือชื่อว่า พระไตรสรณาคมน์ แต่งโดย พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล เมื่อได้อ่านเนื้อความนั้นก็ติดอกติดใจ ยิ่งอ่านก็ยิ่งเข้าใจหลักธรรม ซึ่งไม่เคยอ่านหนังสือเล่มใดแล้วติดอกติดใจวางไม่ลง ยิ่งอ่านก็ยิ่งเข้าใจชนิดซึมซาบเช่นนั้นเลย ในหนังสือดังกล่าวมีเนื้อความว่า คุณของพระพุทธเจ้านั้นพรรณนาไว้ว่า “พระพุทธองค์ทรงพระกรุณาประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงในโลก ย่อมทรงวางระเบียบ แบบแผน ไว้ครบบริบูรณ์แล้วแบบถึงพระไตรสรณาคมน์ก็มีแล้ว แต่ขาดผู้นำจึงไม่ได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงสมัยปัจจุบันจนถึงทุกวันนี้”

จนอายุได้ 17 ปี ในปี พ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงพอดี ท่านตั้งใจจะบวชเรียนในพระพุทธศาสนา ประจวบเหมาะกับขณะนั้นพระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต (แส่ว) ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ ได้บวชเป็นพระคณะธรรมยุต ท่านจึงสมัครใจที่จะบวชเป็นพระคณะธรรมยุตตามญาติผู้พี่ เมื่อพระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต มารับเอาตัวจากพ่อแม่ที่บ้าน พ่อแม่ก็ยินดีอนุญาตให้ท่านไปอยู่ที่วัดบ้านน้ำเฮี้ยนา อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ท่านเป็นนาค เตรียมตัวท่องคำบวช ท่องสวดมนต์ไหว้พระประมาณ 3 เดือน จึงได้บวชเป็นสามเณร โดยมีท่าน เจ้าคุณพระอมราภิรักขิต (ทองดำ จนฺทูปโม) จากวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ขึ้นมาเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ เมื่อท่านได้บวชเป็นสามเณรแล้ว ได้พักอยู่ที่วัดบ้านน้ำเฮี้ยนานั้นประมาณ 1 เดือน ในระหว่างที่ท่านเป็นสามเณร ท่านได้ประพฤติปฏิบัติไปภาวนาจนได้ธรรมในด้านสมถะ กรรมฐานทำให้จิตใจของท่านสงบ ปฏิบัติให้เห็นใจของท่าน ในขณะที่ท่านเป็นสามเณร

ต่อมาท่านได้รับการอุปสมบท ท่านก็ขวนขวายในพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งๆ ขึ้น ท่านเคยกล่าวไว้ว่า บุคคลเมื่อจะเดินทางไปสู่เป้าหมายใดๆ ก็ตาม จะต้องมีแผนที่ในการเดินทาง การจะเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า การที่ท่านเห็นธรรมภายในนั้น การที่ท่านจะเข้าถึงใจพระพุทธเจ้าลำพังที่ท่านเห็น

จากนั้นพระอาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต พาท่านไปจำพรรษาในปีแรก อยู่ที่วัดบ้านน้ำดุกปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ กับพระอาจารย์คำพา ที่วัดน้ำดุก (ปากช่อง) นี้เป็นวัดป่า ที่สงบไม่วุ่นวายเป็นที่รบกวนสมาธิ ท่านได้พยายามฝึกฝนอบรม ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา กำหนดอารมณ์จิต สู่วิปัสสนากรรมฐาน เช่นในหนังสือ แบบถึงไตรสรณาคมน์ได้ระบุไว้ทุกประการ ท่านได้พยายามจดจำ กำหนดบริกรรมพุทโธไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะเข้าสู่ความสงบ แล้วให้มีสติรู้ชัดอยู่อย่างนั้น

จากนั้นท่านให้ทำความรู้สึกมาไว้เฉยอยู่ จนกว่าจิตจะเข้าสู่ภวังค์ อีกวิธีหนึ่งก็คือการเดินจงกรม ท่านเดินจงกรมไปมาระยะทาง 20 เมตร จนจิตเข้าสู่ความสงบนั่นแหละ รู้จักจิตใจเป็นสมาธิ ว่ามีความรู้สึกตรึงใจเพียงไร การปลีกตัวเข้าสู่ความสงบนั้น แม้เป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ ก็ตามเถิด ถ้าได้ทำความเพียรจริงๆ แล้วก็ได้พบแน่ๆ ได้รู้จักความสงบอันแท้จริงแล้ว ก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติมองเห็นโลก มองเห็นชีวิตที่ดำเนินอยู่นั้นอย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม แล้วยังเกิดความสงสารตัวเองจนน้ำตาไหลว่า เหตุไฉนเราทั้งหลายเกิดมาแล้วจึงต้องมาเบียดเบียนแย่งชิงกัน แม้จะกินจะนอนจะนั่งจะหายใจล้วนแย่งชิงกัน คอยจ้องมองร้ายกันเสมอๆ ความดิ้นรน เอารัดเอาเปรียบทุกค่ำเช้าในปัจจุบัน ถ้าได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องความสงบจากสมาธิภาวนาแล้ว ท่านคิดว่าทุกคนจะพากันสลดใจ เพิ่มพูนคุณค่า ของชีวิตที่เกิดมาชาติหนึ่ง

สามเณรทองอินทร์ แก้วตา ได้เริ่มระเบียบแนวทางการในการบำเพ็ญธรรม แม้จะขาดครูบาอาจารย์ผู้สอนสั่ง แต่ท่านก็มีความอุ่นใจที่จะศึกษาพระวินัยและธรรมปฏิบัติจากหนังสือแบบเข้าถึงพระไตรสรณาคมน์ ถึงแม้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์มาก่อนหน้านั้น 15 ปีแล้ว ก็ยังเป็นหนังสือเก่าแก่ที่มีคุณค่าประมาณมิได้ สำหรับเราชาวพุทธควรเก็บรักษาสืบต่อไปเรื่อยๆ แม้ใครได้พิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ ก็จะได้อานิสงส์แรงมาก ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ยุคนั้นเคยอ่านได้รับอุบายชักนำจากหนังสือเล่มนี้เสียเป็นส่วนมาก หลายองค์ท่านปฏิบัติได้จนพ้นทุกข์ไป หลายองค์เป็นที่เคารพของศรัทธาญาติโยม

ท่านยังทำความเพียรและวางระเบียบให้แก่ตนเอง ดังนี้

การระบุชัดให้ผู้ดำเนินตามเส้นทางแห่งพระสัทธรรมนั้น ภิกษุสามเณรจะต้องบำเพ็ญตามอย่างเคร่งครัด คือ

1.ต้องตื่นนอนอย่างสายก็ไม่เกินตี 4

2.ตอนแรกทำภารกิจส่วนตัวล้างหน้าล้างตาและเก็บสิ่งของที่ตนเองใช้ให้มีระเบียบเรียบร้อยทุกอย่าง ห่มผ้าเป็นปริมณฑล เตรียมบาตรรอไว้ แล้วทำวัตรเช้า

3.นั่งสมาธิภาวนาพอสมควรแก่เวลา

4.เดินจงกรมรักษาสติทุกฝีก้าว มีองค์พุทโธ เป็นองค์ภาวนา เมื่อสัมผัสสิ่งใด ต้องรู้ชัดแจ้ง ภายในความรู้สึกนั้นจนกว่าจะได้เวลาออกรับบาตร

5.บิณฑบาตเลี้ยงชีวิตเพื่อการปฏิบัติบูชาต่อไป กลับจากบิณฑบาตแล้วก็ให้เตรียมอาหาร แบ่งปัน แยกส่วน ให้เป็นระเบียบพองาม

6.ปรนนิบัติพระอาจารย์ จัดอาหารบาตรถวายก่อนถึงเวลาฉัน

7.ฉันอาหารด้วยอาการสำรวม ฉันแล้วล้างบาตรเช็ด ตากจนแห้งสนิทแล้วเก็บเข้าที่

8.จากนั้นเดินจงกรมเป็นเวลา 1. ชั่วโมง ก่อนพักผ่อนหรือจะนั่งสมาธิภาวนา

9.ตอนบ่ายเตรียมน้ำร้อน น้ำสำหรับพระอาจารย์สรง ทำความสะอาดกุฏิพระอาจารย์ของตนเอง แล้วมาช่วยกันทำความสะอาด กวาดลานวัดและถนนในบริเวณวัดให้สะอาด

10.สรงน้ำนุ่งห่มเป็นปริมณฑลรวมหมู่คณะทำวัตรเย็น ฟังอบรมธรรมะ หรือจะสงสัยสิ่งใดก็จะกราบเรียนถาม นั่งสมาธิภาวนาจนเวลาพอสมควร จึงแยกย้ายกันไปยังที่พักของตน หรือเดินจงกรมต่อไปจนถึงเวลาพักผ่อน

ปฏิบัติภาวนา

ท่านเล่าว่า สมัยแรกๆ ตอนเป็นสามเณรนั้น จิตใจยังอ่อน‌มาก จิตใจไม่เข้มแข็ง เวลานั่งมันจะง่วงหลับอยู่ร่ำไป ครูบา‌อาจารย์ท่านก็ว่าจิตใจยังอ่อนสติที่มาควบคุมความรู้สึก ความ‌รู้สึกทั้งหลายนั้นมันยังเข้าไม่ถึง อุปมาเหมือนบุรุษหนึ่งคิด‌อยากจะช่วยบุคคลผู้กำลังรับภัยอยู่ต่อหน้า แต่การจะช่วย‌อย่างฉับพลันนั้นมันทำไม่ได้ ในเมื่อบุรุษนั้นอยู่ห่างไกลจาก‌จุดที่เกิดเหตุเพียงแต่มองเห็นเท่านั้น ดังนั้นกว่าจะมาช่วยไว้‌ทัน บุคคลก็เคราะห์ร้ายเสียก่อนแล้ว เช่นเดียวกับสติของ‌ท่านตอนนั้นมันไล่ตามอารมณ์จิตไม่ทัน ก็เลยเผลอหลับไป‌หลายครั้ง

ด้วยเหตุนี้สมัยเป็นเณรจึงชอบเดินจงกรมมากกว่าจะให้‌นั่งสมาธิภาวนา ท่านเดินจงกรมได้เป็นเวลานานๆ และจิตใจ‌ก็สงบเป็นสมาธิดีมากอีกด้วย การเดินจงกรมก็ว่างอารมณ์‌เป็นกลาง เดินไปเรื่อยๆ มีสติรู้อยู่เสมอใจนั้นก็บริกรรมพุท-โธๆ ไม่ขาด บางครั้งท่านรู้สึกว่าการบริกรรมภาวนาพุท-โธนั้น ดูเหมือนมันจะควบคู่ไปทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ นั้น‌แหละพุท-โธเกิดความชำนาญ มันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ มันรู้สึกพุท-โธไปเรื่อยๆ ออกจากเดินจงกรมแล้วก็เป็น นั่งฉันอาหารอยู่ก็เป็น นั่งภาวนาอยู่ก็เป็น นอนหลับก็เป็น พุท-โธอยู่อย่างนั้น

เวลาตื่นขึ้นคำว่าพุท-โธนั้นก็ยังก้องอยู่ในจิตใจ ดูเหมือนๆ ‌กับว่าตนเองตื่นอยู่โดยไม่ได้หลับเลย เลยทำให้ได้คิดว่า นี่เรา‌เองไม่ประสาอะไรเลย ก็ยังได้รับความทราบซึ่งในธรรมะถึง‌ขนาดนี้ แล้วพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติ‌ดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย ว่าท่านมิเปี่ยมสุขอย่างมหาศาลนี่ละ‌หรือ ได้คิดเช่นนั้นก็เกิดปีติใจมีความมานะพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อฝึกฝนจิตใจของตนเองให้เข้มแข็งกล้าหาญยิ่งขึ้นต่อไป

กำหนดรู้จิต

ครั้งหนึ่งท่านกำลังเดินจงกรมไปมาอยู่นั้น จิตรวมอย่าง‌รวดเร็วมีความรู้สึกแต่ตอนต้นว่าจิตวูบลงไปเหมือนทิ้งก้อน‌หินลงไปยังหน้าผาแล้ว นิ่งสงบอยู่มันเหมือนมีก้อนอะไร‌ปรากฏขึ้นตรงหน้าอกช่วงนั้น แล้วตกวูบลงไป ท่านไม่กลัวอะไร สิ่งหนึ่งมันปรากฏให้รู้ภายในนั้นว่า นี่คือใจมันรู้สึกขึ้น‌มาเท่านั้นแหละ พอออกจากสมาธิความรู้สึกนั้นก็ยังมีอยู่ มัน‌รู้ชัดอยู่อย่างนั้น ก็เลยทำให้รู้จักคำว่าจิต-ใจนั้นเป็นอาการ‌อย่างไร ตั้งแต่บัดนั้นในเรื่องนี้

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือแบบถึงไตรสรณาคมน์ดังนี้ วิธีกำหนดให้รู้จิตที่ตกลงสู่ภวังค์เอง พึงมีสติให้กำหนดรู้จิตในเวลาที่กำลังนึกคำบริกรรมภาวนาอยู่นั้น ครั้นเมื่อเรามีสติกำหนดจดจ่อคำบริกรรมภาวนาจริงๆ จิตของเราก็ย่อมจดจ่อต่อคำบริกรรมด้วยกัน เมื่อจิตจดจ่อต่อคำบริกรรมอยู่แล้ว จิตก็‌ย่อมตั้งอยู่ในความเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลางจิตย่อมวาง‌อารมณ์ภายนอก เมื่อจิตวางอารมณ์ภายนอก แล้วจิตย่อม‌ตกลงสู่ภวังค์เอง เมื่อจิตลงสู่ภวังค์ย่อมแสดงอาการให้รู้สึกได้‌ทุกคนตลอดไป คือ แสดงให้รู้ว่ารวมวูบวาบแรงก็ดี หรือ‌แสดงให้รู้สึกว่าสงบนิ่งแน่วลงถึงที่แล้ว สว่างโล่งเยือกเย็น ‌อยู่ในใจจนลืมภายนอกหมด คือ ลืมตนลืมตัวลืมคำบริกรรม‌ภาวนาเป็นต้น แต่บางคนก็ไม่ถึงกับลืมภายนอก แต่ก็ย่อม‌รู้สึกว่าเบากายเบาใจ เยือกเย็นเป็นที่สบายเฉพาะภายใน‌เหมือนกันทุกคน


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท