posttoday
"พลเมืองไทย อนาคตไทย"

"พลเมืองไทย อนาคตไทย"

08 มีนาคม 2556

ทุกวันนี้ประชาชนเลือกตั้งเหมือนกับเลือกตั้งนาย แล้วนายโดยเฉพาะรัฐบาลหรือรัฐมนตรีก็ไปร่วมกับราชการดูแลบ้านเมือง มีการออกนโยบายมาก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่เราต้องไม่พอใจแค่นี้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองตัวเองเป็นแค่ประชาชน แต่ต้องเป็นพลเมือง คือ ผู้เป็นเจ้าของ เราเป็นผู้นำที่ต้องนำนักการเมืองและข้าราชการได้ เราต้องเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมือง ไม่ใช่รอคอย หลายท่านคิดอย่างนี้ ถ้าคิดแล้วต้องคิดต่อไป คำว่า “พลเมืองไทย อนาคตไทย” อนาคตในทัศนะคือ สังคมไทยต้องเป็นประชาธิปไตยที่สังคมนำรัฐ พลเมืองนำพารัฐ นำพาการเปลี่ยนแปลง หรืออภิวัฒน์ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐนำอีกต่อไป

ทุกวันนี้ประชาชนเลือกตั้งเหมือนกับเลือกตั้งนาย แล้วนายโดยเฉพาะรัฐบาลหรือรัฐมนตรีก็ไปร่วมกับราชการดูแลบ้านเมือง มีการออกนโยบายมาก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่เราต้องไม่พอใจแค่นี้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองตัวเองเป็นแค่ประชาชน แต่ต้องเป็นพลเมือง คือ ผู้เป็นเจ้าของ เราเป็นผู้นำที่ต้องนำนักการเมืองและข้าราชการได้ เราต้องเป็นผู้สร้างบ้านแปงเมือง ไม่ใช่รอคอย หลายท่านคิดอย่างนี้ ถ้าคิดแล้วต้องคิดต่อไป คำว่า “พลเมืองไทย อนาคตไทย” อนาคตในทัศนะคือ สังคมไทยต้องเป็นประชาธิปไตยที่สังคมนำรัฐ พลเมืองนำพารัฐ นำพาการเปลี่ยนแปลง หรืออภิวัฒน์ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐนำอีกต่อไป

ประชาธิปไตยแห่งอนาคต คือประชาชนไม่ได้อยู่นิ่งๆ แต่เห็นตัวเองมากขึ้น มีเหตุผลและเชื่อมั่นต่อรัฐลดลง รู้จักรวมตัวเป็นชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ประชาธิปไตยที่เหมาะสมต้องสนับสนุนให้ประชาชนปกครอง พัฒนา หรือดูแลจัดการบ้านเมืองมากขึ้น และไม่ใช่ให้ผู้แทนมาใช้อำนาจแทนเราเท่านั้น

แต่เดิมนั้น ประชาธิปไตยของไทยเอาต้นแบบมาจากตะวันตก แต่ก็เอามาแต่ผิวเผินเท่านั้น ประชาธิปไตยเริ่มต้นในประเทศกรีกเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว หัวใจของมันเป็นการปกครองของประชาชนเอง ไม่ใช่การเลือกผู้แทนหรือผู้นำเท่านั้น แต่คือประชาชนดูแลจัดการบ้านเมืองได้ด้วยตัวเอง

ประชาธิปไตยแบบตะวันตกในอดีตคือ สังคมที่คนมีน้อยจึงใกล้ชิดกันและอยู่กันเป็นเมือง จึงปกครองตนเองได้ง่าย บางที่ไม่มีทั้งผู้แทนและผู้นำ เช่นใน “เอเธนส์” จะมีแต่สภาพลเมือง ไม่มีผู้แทน ไม่มีสภาผู้แทน ใครก็เข้าไปประชุมในสภาได้ ส่วนในทางบริหารหรือตุลาการ จะใช้การจับสลากเปลี่ยนหน้ากันมาบริหารหรือตัดสินคดี พลเมืองของเอเธนส์จึงต้องฝึกตัวเองให้มีส่วนร่วม มีความรัก ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือความเสียสละให้บ้านเมืองได้ ต้องเต็มใจที่จะเป็นผู้ปกครอง ไม่ว่าระดับไหน จะเปลี่ยนจากสูงมาต่ำก็ต้องทำได้ด้วย ไม่ใช่จากต่ำไปสูงเท่านั้น พลเมืองใจต้องใหญ่มากและพร้อมกลับมาเป็นผู้ถูกปกครอง ผู้ตาม หรือผู้ร่วมงานที่ดีได้ด้วย

แต่ข้อเสียของประชาธิปไตยแบบกรีกโบราณก็คือ คำว่าพลเมืองหมายถึงผู้ชายเท่านั้น ตรงนี้แตกต่างจากพลเมืองในปัจจุบันที่นับรวมผู้หญิงหรือคนทุกแบบ ทุกฐานะ เข้าไปด้วย จึงเป็นข้อดีของประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ใช้การเลือกผู้แทนหรือผู้นำมาจัดการบ้านเมืองแทนเรา และประชาธิปไตยแบบนี้เพิ่งมีขึ้นเมื่อประมาณสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ข้อเสียคือ มันได้ลดสิทธิลงมาเป็นเพียงผู้หย่อนบัตร มีเพียงสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน โดยรัฐเป็นผู้จัดการให้ และเรารู้จักแต่ประชาธิปไตยเวอร์ชันนี้เท่านั้น

ประเพณีการจัดการบ้านเมืองด้วยตนเองเคยมีมาก่อนในชนบทของไทย แต่เราอาจหลงลืมไป ต่อมาคือ เราอาจไม่เห็นเรื่องการจัดการตนเองเป็นเรื่องสำคัญหรือเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่การเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเชื่อสามารถเกิดขึ้นได้และชาติที่น่าสนใจมากคือ “ญี่ปุ่น” ซึ่งเคยถือเรื่องชาตินิยมสูง เขาเคยซื้อแต่ของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ในเวลานี้เขากลับต้อนรับคนต่างชาติเป็นอย่างดี ใช้ของนอก เที่ยวต่างประเทศ หรืออย่างเรื่องวัฒนธรรมนักรบ เชื่อฟังจักรพรรดิ เดินตามซามูไร ไม่มีใครเคยเชื่อว่าญี่ปุ่นจะเป็นชาติประชาธิปไตยได้ แต่ทุกวันนี้ญี่ปุ่นกลายร่างกลายวิญญาณมาเป็นประชาธิปไตยร่วม 60 ปีแล้ว ถ้าใครไปญี่ปุ่นจะเห็นว่าคนของเขาสงบเยือกเย็น สุขุม รักสันติภาพ และรู้คุณค่าของสันติภาพมาก ดังนั้นชาติที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนเรื่องวัฒนธรรมคือชาติที่ตายแล้ว

สังคมไทยปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสมอและเปลี่ยนมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่อนาคตต่อไปคือต้องปรับเปลี่ยนเป็น “วัฒนธรรมพลเมือง” ซึ่งเชื่อว่าปรับเปลี่ยนได้ สำหรับนิมิตหมายอันดีที่เห็นและน่าชื่นชมก็คือ กระบวนการ “จังหวัดจัดการตนเอง” ซึ่งเริ่มทำกันหลายที่ เช่น เชียงใหม่ หรืออำนาจเจริญ โดยเรียกร้องให้ยกเลิกการจัดการส่วนภูมิภาคแล้วให้ท้องถิ่นจัดการตัวเองมากขึ้น คล้ายๆ กรุงเทพฯ

ครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยไม่เกี่ยวว่าเป็นเหลืองหรือเป็นแดง แต่เป็นพลเมืองจำนวนหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์โดยไม่ต้องรอนักร่างกฎหมาย รอผู้แทนฯ ผู้มีอำนาจ เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าพลเมืองจะไม่ทำเรื่องเล็กเรื่องน้อย ท้องถิ่นจะทำเรื่องสร้างบ้านแปงเมืองแล้ว ก้าวต่อไปของกระบวนการจังหวัดจัดการตนเอง คือ ควรให้คนจำนวนมากมาเป็นเจ้าของ อย่ารังเกียจนักวิชาการ นักการเมือง ต้องเอาปริมาณประชาชนมาสนับสนุน อย่าละเลยการเลือกตั้ง ต้องเอาคะแนนเสียงมาดึงดูดและผลักดัน

การสร้างพลเมืองต้องทำควบคู่กันไปกับการกระจายอำนาจหรือการคืนอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น และคืนไปเยอะๆ คืนบทบาท คืนหน้าที่ คืนทรัพยากร ต้องไม่สร้างพลเมืองโดยรัฐรวมศูนย์ผูกขาดอำนาจสาธารณะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พลเมืองต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขัดแย้งได้แต่ไม่เป็นปฏิปักษ์ หลักการคือทำให้เป็นครอบครัวขยายที่ใหญ่ขึ้น ต้องเป็นเรื่องอารมณ์ให้มากขึ้น เป็นเรื่องของหัวใจให้มากขึ้น ในบ้านเราคนส่วนใหญ่ยังเป็นคนชั้นพื้นฐานหรือคนชั้นกลางระดับล่าง ที่สำคัญคือต้องสร้างคนเหล่านี้ให้เป็นพลเมือง ไม่ใช่สร้างให้เป็นลูกน้อง เป็นหัวคะแนน หรือเป็นเด็กไปตลอดกาล อนาคตของประชาธิปไตยและประเทศชาติขึ้นกับพลเมืองที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ แต่จะทำได้อย่างไร เป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก ลำพังการร่างรัฐธรรมนูญทำเรื่องเหล่านี้ไม่ได้

เราต้องเป็นพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยที่ปรับและปกครองตนเองมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีที่ชุมชนท้องถิ่น เรื่องนี้ขึ้นกับการกระจายอำนาจ ต้องทำท้องถิ่นให้เข้มแข็งขึ้น

อนาคตของไทยจะเข็มแข็งและเป็นอนาคตที่เรามีส่วนร่วมด้วย n

หมายเหตุ : ปาฐกถาพิเศษ “ประชาธิปไตยที่พื้นฐานคือการสร้างพลเมือง” เวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ครั้งที่ 3 ประจำปี 2556 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท