
น่ากลัว
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐทุบสถิติทำนิวไฮครั้งใหม่เป็นว่าเล่น 2 วันกันติดแล้ว ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ดาวโจนส์อยู่ที่ 14,296.24 จุด มากที่สุดตลอดกาล สูงกว่าเมื่อครั้งที่พีกๆ เมื่อเดือน ต.ค. 2007 อีกด้วยซ้ำ
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐทุบสถิติทำนิวไฮครั้งใหม่เป็นว่าเล่น 2 วันกันติดแล้ว ขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ดาวโจนส์อยู่ที่ 14,296.24 จุด มากที่สุดตลอดกาล สูงกว่าเมื่อครั้งที่พีกๆ เมื่อเดือน ต.ค. 2007 อีกด้วยซ้ำ
ถามว่ามีเหตุผลปัจจัยอะไรที่ทำให้หุ้นสหรัฐขึ้น นักวิเคราะห์ฝรั่งบอกว่า เป็นเพราะตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐหลายตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดขายบ้าน ขายรถยนต์ ราคาบ้านก็กระเตื้องขึ้นด้วย
และปัจจัยที่ดูมีน้ำหนักมากที่สุดเห็นจะเป็นกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ยังจะไม่มีการกำหนดเส้นตายว่าจะหยุดเมื่อไหร่
นั่นหมายความว่า ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐจะมีเม็ดเงินจากธนาคารกลางเข้ามาในระบบการเงินผ่านการซื้อคืนพันธบัตรของเฟดเป็นประจำทุกเดือน หรือพูดง่ายๆ ก็คือไม่ต้องกลัว มีเงินปั่นมาจากเฟดกันทุกๆ เดือน
นอกจากนั้น การลงทุนในหุ้นของสหรัฐช่วงนี้ดูดีได้ผลตอบแทนงามกว่าการลงทุนในด้านอื่นๆ ถ้าเปรียบเทียบกันอย่างการลงทุนในตลาดพันธบัตรนั้น พันธบัตรระยะ 10 ปีของสหรัฐมีผลตอบแทนแค่ 1.7% ประมาณนั้น ไม่ค่อยต่างจากฝากเงินแบงก์เท่าไหร่
ส่วนตลาดน้ำมันช่วงนี้เศรษฐกิจโลกซบเซา ราคาน้ำมันขึ้นลงไม่มากนักครับ ส่วนตลาดทองทิศทางและแนวโน้มก็ยังไม่ชัดเจนเหมือนกับน้ำมัน
แต่ แต่ แต่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะคึกคักมากเกินไปจริงๆ ในช่วงนี้ เพราะหากพิจารณาพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐนั้นก็ยังไม่สู้ดีนัก
อย่างเมื่อครั้งที่ดาวโจนส์พุ่งทำสถิติสูงสุดก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ต.ค. 2007 ที่ 14,200 กว่าๆ จุดนั้น อัตราการว่างงานของสหรัฐอยู่ที่เพียง 4.7% เท่านั้นครับ แต่ตอนนี้ดาวโจนส์พุ่งเลยไปไกลแล้ว แต่อัตราการว่างงานของสหรัฐก็ยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงที่ 7.9%
นี่แหละครับ ที่บอกว่าน่ากลัว เพราะดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐที่แท้จริง ซึ่งก็คือปัญหาการว่างงานนั้นยังแก้ไม่ตก
อีกทั้ง แม้ว่าเฟดจะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐก็ยังคงอยู่ในระดับอันตรายทั้งสิ้น
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของดาวโจนส์ที่ดูจะหวือหวามากในช่วงนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการตอกย้ำที่ว่า นับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 เป็นต้นมานั้น สิ่งที่เรียกว่า “ฟื้น” นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในเศรษฐกิจภาคจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ แต่เป็นการลงทุนลวงที่ฟื้นครับ
ดีไม่ดีสิ่งที่เรียกว่าฟื้นนั้นกำลังจะก่อตัวเป็นฟองสบู่ด้วยซ้ำ







