
โรงพยาบาลกลุ่มบีจีเอชลั่นโค่นสิงคโปร์
เครือบีจีเอชลั่นขึ้นแชมป์อาเซียนเร่งขยายในและต่างประเทศ จับมือพันธมิตรส่งต่อผู้ป่วยพร้อมจัดทัวร์ดึง
เครือบีจีเอชลั่นขึ้นแชมป์อาเซียนเร่งขยายในและต่างประเทศ จับมือพันธมิตรส่งต่อผู้ป่วยพร้อมจัดทัวร์ดึง
นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (บีจีเอช) หรือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ทางกลุ่มเน้นการเติบโตทั้งการเข้าไปสร้างโรงพยาบาลใหม่และการซื้อกิจการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้กลุ่มบีจีเอชยังเป็นโรงพยาบาลอันดับ 2 ในเอเชียและเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งกลุ่มสิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และอันดับ 2 ของโลก
“ทางกลุ่ม BGH จะเน้นในการขยายไปทางโซนกลุ่มด้านบนของเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด 5 ประเทศ ขณะที่กลุ่มของสิงคโปร์จะดูบริเวณโซนด้านล่างของเอเชีย” นพ.ปราเสริฐ กล่าว
นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท ในกลุ่มบีจีเอช เปิดเผยว่า มีแผนผลักดันให้เครือโรงพยาบาลในกลุ่มเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน จากปัจจุบันยังเป็นรองเครือไอเอชเอช กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และมาเลเซียอยู่เล็กน้อย ในด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) โดยมั่นใจว่าจะทำได้ เพราะมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการสูงกว่า
สำหรับกลยุทธ์ที่ใช้ผลักดันให้เป็นหนึ่งในอาเซียน คือ จะเสนอจุดเด่นให้บริการด้วยความเป็นไทย (ไทยเนส) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่โรงพยาบาลในประเทศอื่นไม่มี จะเดินหน้าขยายโรงพยาบาลในประเทศ ให้คลุมหัวเมืองสำคัญและขยายโรงพยาบาลไปต่างประเทศ โดยจะเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศนั้นๆ เป็นหลัก จะเปิดโรงพยาบาลภายใต้แบรนด์ในเครือ หรือร่วมมือกับพันธมิตรโรงพยาบาล คลินิกในต่างประเทศ ส่งตัวผู้ป่วยมารักษาต่อกับโรงพยาบาลในเครือของไทย โดยปีนี้จะขยายโรงพยาบาลกว่า 6 แห่ง ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท
นพ.เกริกยศ ชลายนเดชะ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท กล่าวว่า หลังจากนี้โรงพยาบาลจะเน้นจับมือกับเครือข่ายโรงแรมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาลมากขึ้น รวมทั้งร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวและพันธมิตรรายอื่น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเมดิคัล ทัวริสซึมร่วมกัน โดยคาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นกลางปีนี้ ซึ่งปัจจุบันได้ประสานกับโรงแรมใกล้เคียงเพื่อรองรับเมดิคัล ทัวริสซึม อยู่แล้ว
สำหรับปีนี้ในเครือจะลงทุนขยายโรงพยาบาลเพิ่มไม่ต่ำกว่า 6 แห่ง ใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ลงทุนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น และอุดรธานี เป็นรูปแบบการซื้อกิจการโรงแรมที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงใหม่ และอีกแห่งที่เชียงใหม่ เป็นการสร้างใหม่ ส่วนที่เหลืออีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างการเจรจา โดยเน้นการขยายในประเทศเป็นหลัก เพราะมีความพร้อมอยู่แล้วด้านทรัพยากร รวมทั้งความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางการแพทย์(เมดิคัล ทัวริสซึ่ม) และต้องการให้ฐานโรงพยาบาลในประเทศแข็งแกร่งพอจะตั้งรับกับโรงพยาบาลต่างประเทศที่คิดจะเข้ามาบุกตลาดในไทย
ส่วนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนสนใจลงทุนช่นกัน แต่ต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมด้วยว่าเอื้ออำนวยหรือไม่ เช่น มีโรงเรียนฝึกอบรมบุคลากรการแพทย์รองรับหรือไม่ มีความพร้อมด้านทรัพยากรกับพื้นที่แค่ไหน รวมทั้งภาครัฐในประเทศนั้นสนับสนุนแค่ไหน ซึ่งจากการสำรวจในหลายประเทศภาครัฐก็สนับสนุนให้เข้าไปลงทุน เพราะต้องการมีบริการทางสุขภาพที่มีศักยภาพรองรับนักธุรกิจ นักท่องเที่ยวที่เข้าไปในประเทศมากขึ้น โดยประเทศในอาเซียนที่สนใจไปลงทุน ได้แก่ พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีแนวคิดหาพันธมิตรคลินิกในประเทศจีน เพื่อดึงคนจีนมารักษาอาการผู้มีบุตรยากในไทย เนื่องจากพบว่าเป็นบริการที่คนจีนต้องการมาก และทางกลุ่มโรงพยาบาลก็มีความเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว
ในส่วนของโรงพยาบาลพญาไทนั้น ปีที่ผ่านมามีคนไทยใช้บริการ 90% ที่เหลือเป็นต่างชาติ โดยกลุ่มที่เริ่มเติบโตสูงคือ ชาวรัสเซีย ที่นิยมมาใช้บริการรักษาโรคมะเร็ง ขณะที่รายได้โรงพยาบาลพญาไทย ปีที่ผ่านมา เติบโต 20% สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของโรงพยาบาลในกลุ่มซึ่งอยู่ที่ 17% เป็นผลจากชาวต่างชาติมาใช้บริการมากขึ้น ส่วนใหญ่มารักษาโรคที่มีความซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง ส่วนปีนี้คาดว่า รายได้ของโรงพยาบาลพญาไท ก็น่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10%
ทั้งนี้ต้นทุนการดำเนินงานมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการเพิ่มค่าตอบแทนให้กับแพทย์ และพยาบาลเพื่อดึงดูดใจ ซึ่งแนวทางนี้ทำให้โรงพยาบาลไม่เผชิญปัญหาสมองไหล นอกจากนี้ยังเพิ่มเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และเพิ่มแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้วย อย่างไรก็ตามแม้ต้นทุนสูงขึ้นก็จะไม่ผลักภาระไปให้ผู้บริโภค โดยจะใช้วิธีการบริหารจัดการต้นทุนร่วมกันกับโรงพยาบาลในเครือ เพื่อใช้บุคลากร รวมทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ร่วมกันลดความซ้ำซ้อนของค่าใช้จ่าย







