
วิบากหนี้ยุโรปพัดหวนรัดเข็มขัดไร้ผล คุยแก้วิกฤติไม่คืบ
ขณะที่ทั่วโลกใจจดจ่อกับการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสสหรัฐว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติมาตรการซีเควสเตรชัน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ขณะที่ทั่วโลกใจจดจ่อกับการเจรจาระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสสหรัฐว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติมาตรการซีเควสเตรชัน (การตัดงบรัฐแบบเหมารวม) ได้หรือไม่ ความเคลื่อนไหวอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติกก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าติดตามอยู่เช่นกัน
สาเหตุเพราะมาตรการรัดเข็มขัดและเพิ่มวินัยทางการคลัง รวมถึงการเดินหน้าปรับกฎระเบียบเพื่อควบคุมสถาบันการเงินดูจะไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะ ที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอีกต่อไป
ทั้งนี้ สถานการณ์ของยุโรป โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และการเงินการคลัง ในขณะนี้ เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลงอีกระลอก ยืนยันได้จากตัวเลขการว่างงานล่าสุดของสำนักงานสถิติยุโรป (ยูโรสแตท) ที่ระบุชัดเจนว่า ปริมาณการว่างงานของ 17 ประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซนทำประวัติศาสตร์ทุบสถิติสูงสุด 11.9 ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หรืออยู่ที่ 19 ล้านคน เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าที่ 11.8%
แถมเหตุการณ์ข้างต้นยังมาพร้อมกับสถานการณ์ที่เสถียรภาพภายในกลุ่มอียูกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก โดยมีจุดสังเกตได้ไม่ยากอย่างผลการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาของประเทศอิตาลี ที่นอกจากจะไม่มีพรรคใดชนะขาดแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจมาตรการรัดเข็มขัดของประชาชนในแดนมะกะโรนี
ขณะที่สถานการณ์ภายในของประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็ไม่ใคร่จะสู้ดีนัก โดยกรีซในรอบสัปดาห์นี้ต้องเตรียมตัวเตรียมใจต้อนรับตัวแทนจากอียู ธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) หรือที่รวมเรียกกันว่า กลุ่มทรอยกา ที่จะเดินทางไปตรวจสอบแผนการดำเนินงานของกรีซว่าเป็นไปตามเงื่อนไขของการขอเงินช่วยเหลือหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาการให้เงินช่วยเหลือในงวดที่เหลืออยู่ต่อไป
ด้านประเทศไอร์แลนด์กับโปรตุเกสก็ไม่น้อยหน้า เพราะได้รับเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแผนมาตรการรัดเข็มขัดเพิ่มเติมเพื่อแลกกับแพ็กเกจเงินช่วยเหลือตามที่ร้องขอทรอยกาไว้ ขณะที่ประเทศสเปนต้องเผชิญกับการพิจารณากระบวนการปฏิรูปโครงสร้างธนาคารภายในประเทศจากรัฐมนตรีพาณิชย์อียู
ส่วนประเทศไซปรัส ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือเช่นกัน ก็กำลังปวดหัวไม่น้อยกับการร่างแผนแสดงจุดยืนของตนเองในการจัดการกับปัญหาหลักๆ คือ ความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และมาตรการป้องกันการฟอกเงิน
นอกจากประเด็นภายในของชาติสมาชิกที่ต้องพินิจพิเคราะห์เป็นกรณีๆ ไปแล้ว อียูยังมีประเด็นที่ต้องใคร่ครวญร่วมกันอย่างการทบทวนตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของแต่ละประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาว่ามาตรการรัดเข็มขัดที่อียูเดินหน้าผลักดันสนับสนุนมาโดยตลอดได้ผลเป็นที่น่าพอใจมากน้อยแค่ไหนอย่างไร
และรวมถึงการหารือเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะนำมาใช้กับกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) เพื่ออัดฉีดเงินช่วยเหลือให้แก่สถาบันการเงินในประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาได้โดยตรง ตลอดจนการเดินหน้าบรรลุข้อตกลงบาเซิล 3 ที่จะกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้สถาบันการเงินมีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเพิ่มเติมประเด็นเรื่องการจ่ายเงินโบนัสของนายธนาคารทั้งหลายด้วย
เรียกได้ว่าเพียงแค่ประเด็นข้างต้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตามองยุโรปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกับการประชุมรัฐมนตรีพาณิชย์ยุโรปคราวนี้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
เพราะนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ผลการประชุมดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เห็นภาพรวมสถานการณ์และท่าทีของอียูในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานาน แม้เจ้าหน้าที่อียูจะย้ำชัดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่มีการตัดสินใจใดๆ ในประเด็นการประชุมครั้งนี้ก็ตาม
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ปัญหาของยุโรปในขณะนี้ ก็คือการยึดมั่นในแนวทางรัดเข็มขัดเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณของชาติสมาชิกมากจนเกินไป โดยลืมคำนึงถึงความจริงที่ชาติสมาชิกเหล่านั้นจำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตเพื่อปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศ
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มเดียวกัน ยังโต้เหตุผลที่ โฮเซ มานูเอล บาร์รอสโซ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งระบุว่าแผนรัดเข็มขัดได้ช่วยให้ตัวเลขขาดดุลงบประมาณของโปรตุเกส สเปน อิตาลี และกรีซ ลดน้อยลง และช่วยให้ช่องว่างความสามารถทางการแข่งขันระหว่างยุโรปเหนือและยุโรปใต้แคบลง ว่าเป็นเพราะประเทศที่กล่าวมาทั้งหมดลดการนำเข้า เนื่องจากความต้องการบริโภคในประเทศลดลง
ขณะที่ตัวเลขต้นทุนแรงงานที่ลดลงเป็นผลมาจากการปลดคนงานมหาศาลออกมากกว่าผลจากกระบวนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และตัวเลขการส่งออกของประเทศที่ใช้มาตรการรัดเข็มขัดยังน้อยกว่าอัตราส่งออกครึ่งหนึ่งของเยอรมนี แถมยังน้อยเกินกว่าจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเติบโตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
เครเมนต์ส เฟาส์ท หัวหน้าสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์แซดอีดับเบิลยู ของเยอรมนี ถึงกับกล่าวว่า หากยังดึงดันใช้แผนรัดเข็มขัดต่อ นอกจากจะไม่แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้เกิดวิกฤตสังคมตามมา และอาจรุนแรงถึงขั้นที่ประเทศซึ่งจำใจต้องเผชิญกับมาตรการรัดเข็มขัดอย่างรุนแรง อย่างอิตาลี ยอมโบกมือลา ละทิ้งสถานะสมาชิกอียูก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม เฟาส์ท และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่าไม่ได้ต้องการให้ยุโรปละทิ้งแนวทางมาตรการรัดเข็มขัด หรือยุติการรักษาวินัยทางการคลัง โดย ซโสล์ต ดาร์วาส นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังปัญญาบรูเกล ในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เห็นว่า ทางออกหนึ่งเดียวของยุโรปในขณะนี้ก็คือการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการคลังให้มีการผสมผสานระหว่างแผนประหยัดที่ดำเนินอยู่ และแผนกระตุ้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศทางยุโรปเหนือ อย่างเยอรมนี
กระนั้น เมื่อไล่เรียงประเด็นที่รัฐมนตรีพาณิชย์อียูพิจารณาในการประชุมล่าสุด จะเห็นได้ว่า ไม่มีการพูดคุยหรือเกริ่นถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวทางข้างต้นเลยแม้แต่น้อย
จนน่ากลัวว่าอียูอาจจะต้องเผชิญกับแรงเขย่าที่ใหญ่กว่าการเลือกตั้งอิตาลี เพื่อให้บรรดาผู้นำชาติสมาชิกหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นที่มากกว่ามาตรการรัดเข็มขัดก็เป็นได้







