posttoday
โลกมองไทย

โลกมองไทย

07 มีนาคม 2556

หนังสือพิมพ์ดิออสเตรเลียนไทมส์จากออสเตรเลีย รายงานเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ว่า ในปีนี้อินโดนีเซียอาจสามารถแซงไทยขึ้นมาเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด (เทียบจากจำนวนที่ขาย) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

หนังสือพิมพ์ดิออสเตรเลียนไทมส์จากออสเตรเลีย รายงานเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ว่า ในปีนี้อินโดนีเซียอาจสามารถแซงไทยขึ้นมาเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด (เทียบจากจำนวนที่ขาย) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ทั้งนี้ แม้ว่าในปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียจะยังเป็นรองไทย ในด้านการเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอยู่ แต่การเติบโตของตลาดรถยนต์รวมถึงการส่งออกรถของอินโดนีเซียก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยปีที่แล้วทำยอดจำหน่ายพุ่งทะลุเป้าถึง 25% จากปีก่อน หรือที่ 1.12 ล้านคัน และส่งออกโตถึง 40% หรือที่ 2.5 แสนคัน

หนังสือพิมพ์ชื่อดังแดนจิงโจ้ให้เหตุผลที่ทำให้อินโดนีเซียมีศักยภาพเหนือกว่าไทย ว่าอินโดนีเซียมีความได้เปรียบในด้านขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าไทย ขณะที่การขยายตัวของชนชั้นกลางปัจจุบันมีอยู่กว่า 50 ล้านคน ก็คาดว่าจะขยายตัวอีกเท่าตัวในอีก 10 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียก็มีนโยบายให้การสนับสนุนและจูงใจแก่บรรดาผู้ผลิตยานยนต์จากต่างชาติ ที่มีศักยภาพให้เข้าลงทุนโดยผ่านโครงการผลักดันให้มีการผลิตรถอีโคคาร์ ซึ่งประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว และผู้ผลิตรถที่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขจะได้รับการยกเว้น หรือคืนภาษีบางส่วน

ในปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น 4 ราย ประกอบด้วย โตโยต้า ไดฮัทสุ ของนิสสัน ซูซูกิ และฮอนด้า ก็ได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวไปแล้ว

ดังนั้น จึงทำให้เหล่าบรรดานักลงทุนด้านยานยนต์จากต่างชาติ ให้ความสนใจในการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโอกาสทางธุรกิจในการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกที่ยังเปิดกว้างอยู่มาก และล่าสุดก็มีรายงานว่าบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากสหรัฐ ก็เตรียมจะหวนกลับมาลงทุนในอินโดนีเซียอีกครั้ง หลังจากที่หายไปนานถึง 8 ปี

ขณะที่ทางบริษัท นิสสัน เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจฟื้นแบรนด์ไดฮัทสุขึ้นมาเพื่อผลิตรถยนต์แบบอีโคคาร์ในอินโดนีเซีย อินเดีย และรัสเซีย เป็นการเฉพาะ

ขณะที่หนังสือพิมพ์อิรวดีจากพม่า ก็รายงานอ้างความเห็นของ เมอร์เล ฮันเตอร์ นักวิเคราะห์จากเอเชียเซ็นติเนล ว่าการที่รัฐบาลไทยยอมเปิดการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่สิ่งที่น่าจับตาและควรให้ความสนใจ ทุกฝ่ายควรจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของการเจรจาว่าสุดท้ายจะมีข้อตกลงใดๆ ออกมาหรือไม่

สื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังจากพม่า ระบุต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้การเจรจาบรรลุผลก็คือทั้งฝ่ายรัฐบาลไทย และฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบควรจะต้องใช้ความจริงใจต่อกันและไม่มีวาระแอบแฝง เพราะที่ผ่านมาเคยมีการเปิดการเจรจามาหลายครั้งแต่ก็ไม่สัมฤทธิผล เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามารบกวนการเจรจาทั้งการค้ายาเสพติด การค้าของเถื่อน กลุ่มอาชญากรรมในพื้นที่ ซึ่งกลัวว่าการเจรจาจะมากระทบกับผลประโยชน์ของกลุ่มตน

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงปิดท้ายว่า แม้จะไม่ได้คาดหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงได้ และสามารถยุติและหยุดความรุนแรงทันที แต่อย่างน้อยในมุมมองของฝ่ายไทยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย และการเจรจาครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลมาเลเซียในการสร้างคะแนนนิยมให้มากขึ้น ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท