
ชัยชนะของความกลัว
วลีที่โดนใจผมที่สุด และเชื่อว่าสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด หลังจากทราบผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาจากหัวหน้าพรรครักประเทศไทยที่บอกว่า “ในที่สุดความกลัวก็ชนะ”
วลีที่โดนใจผมที่สุด และเชื่อว่าสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด หลังจากทราบผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มาจากหัวหน้าพรรครักประเทศไทยที่บอกว่า “ในที่สุดความกลัวก็ชนะ”
พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. ประสบความสำเร็จอย่างงดงามอีกครั้งหนึ่งในการสร้างความหวาดกลัวในใจของคนกรุงเทพฯ ทำให้มีคนแห่ออกมาเทคะแนนเสียงให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อย่างล้นหลาม เพื่อป้องกันไม่ให้เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ตกไปอยู่ในมือพรรคเพื่อไทย หรือ พท.
ป้ายหาเสียงที่ผมเชื่อว่า มีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุดเป็นของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่บอกว่า “หยุดการกินรวบประเทศไทย หนึ่งเสียงของท่านช่วยได้” เพียงแต่หนึ่งเสียงดังกล่าวไม่ได้ลงให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แต่ไปลงให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
การเลือกตั้งครั้งนี้ให้บทเรียนที่สำคัญหลายอย่างสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
หนึ่ง ผลโพลกับผลจริงไม่สอดคล้องกัน เกือบทุกโพลทำนายว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จะเป็นผู้ชนะ บางโพลก็บอกว่า แบบฉิวเฉียด บางโพลก็บอกว่า แบบขาดลอย
มีเพียงนิด้าโพลที่บอกว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มีคะแนนนำเล็กน้อย แต่ก็น้อยกว่าผลจริงที่ออกมาหลายเปอร์เซ็นต์
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายช่วงเลือกตั้งใหญ่ ที่เอกซิตโพลทำนายว่า พท.จะกวาดที่นั่งใน กทม.เกือบทั้งหมด แต่ผลจริงกลับตรงกันข้าม กลายเป็น ปชป.ที่ได้ที่นั่งส่วนใหญ่
ความผิดพลาดของโพลที่ทำแทบนับจำนวนครั้งไม่ถ้วน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดจากความบังเอิญ แต่น่าจะเป็นเพราะคนกรุงจำนวนหนึ่งที่เลือก ปชป. ไม่ยอมเปิดเผยความเป็นจริงให้คนแปลกหน้าทราบ โดยอาจยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน
สำหรับสำนักโพล เชื่อว่าบางสำนักขาดทั้งความเป็นกลางและความเป็นมืออาชีพ ยอมทำตัวเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองในการชี้นำผลการเลือกตั้ง ทำให้มีผลโพลที่ห่างไกลผลจริงเกินความน่าจะเป็นทางสถิติ เช่น ทำนายว่า พล.ต.อ.พงศพัศ จะชนะ 1015% แต่ผลจริงแพ้ถึง 7%
อาจถึงเวลาที่ต้องมีการปฏิรูประบบโพล เพราะสำนักเหล่านี้ต่างใช้สื่อสาธารณะในการเผยแพร่ผลงาน จึงควรต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย เช่น หากผิดมากๆ อาจต้องถูกแบน 12 ปี รวมทั้งหากมีหลักฐานบ่งชี้ว่า มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็ควรถูกดำเนินคดีด้วย
นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การทำโพลชี้นำบางครั้งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจเกิดผลในทางตรงกันข้าม
สอง ระบบการเมือง 2 ขั้วจากสนามใหญ่ได้ลามลงมาถึงสนาม กทม. ต่อไปเป็นไปได้ที่จะลามไปถึงสนามเล็กทั่วประเทศ ตลอดจนถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นระดับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย
ในอนาคตอาจไม่มีที่ยืนสำหรับพรรคเล็กๆ และผู้สมัครอิสระ สังเกตง่ายๆ จากการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ผู้สมัครอิสระรวมกันได้คะแนนลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มาก
เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเพราะประชาชนเกรงว่าคะแนนที่ลงไปจะสูญเปล่า
ต่อไปผู้สมัครอิสระที่มีต้นทุนทางสังคมสูง อย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คุณสุหฤท สยามวาลา และคุณโฆสิต สุวินิจจิต อาจสูญพันธุ์
สาม รูปลักษณ์ภายนอกในที่สุดก็ไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาสาระ
หลายคนคงเห็นเหมือนที่ผมเห็นว่า ทาง พท.ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกมาก การส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ ลงแข่ง นอกจากเรื่องคุณสมบัติอื่นๆ แล้ว ยังเป็นคนพูดเก่ง พูดจานุ่มนวล มิหนำซ้ำรูปร่างหน้าตายังดีพอที่จะแสดงหนังแสดงละครได้โดยไม่อายใคร
ภาพที่จัดหนักมาคู่กันตลอดช่วงการหาเสียง คือ มีนายกรัฐมนตรีเป็นสปอนเซอร์และเป็นกองเชียร์อยู่ใกล้ๆ ซึ่งภาพของนายกรัฐมนตรีก็เป็นภาพของผู้หญิงสวยและเปล่งปลั่ง
ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง คนใน พท.อาจนึกลำพองว่า นี่คือสูตรสำเร็จที่ทำให้แพ้ยาก ความเป็นผู้หญิงสวยของนายกรัฐมนตรีจะสามารถเรียกคะแนนเสียงได้มากพอที่จะทำให้ พท.ชนะ และอยู่ในอำนาจต่อไปได้อีกนาน
แต่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจทำให้ พท. และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีเอง ต้องกลับไปประเมินทบทวนสถานการณ์ใหม่ เพราะอย่างน้อยสำหรับคนกรุง ความสวยอาจช่วยเรียกคะแนนเสียงได้ส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันตราบใดที่ยังไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารประเทศที่ชัดเจน ก็อาจจะมีคะแนนต่อต้านในจำนวนไม่แพ้กัน
สี่ ผลการเลือกตั้งสะท้อนภาพลบของ พท. มากกว่าภาพบวกของ ปชป. ซึ่งควรเป็นบทเรียนที่ พท. จะต้องพยายามแก้ไขต่อไป
ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา อาจได้รับการยอมรับในพื้นที่ต่างจังหวัดส่วนใหญ่ แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ นอกจากจะไม่โดนใจเท่าที่ควรแล้ว พฤติกรรมบางอย่างยังอาจทำให้เกิดความระแวงฝังรากลึก
เริ่มต้นจากบุคลากรที่เป็นแกนนำและเป็นกำลังหลักของพรรค กลุ่มนี้ไม่มีภาพลักษณ์โดดเด่นในเรื่องความสามารถ มีแต่ลักษณะของฝูงแกะที่คอยเดินตามการชี้นำของจ่าฝูงที่อยู่แดนไกล
นโยบายเศรษฐกิจ เช่น พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท จำนำข้าว และค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นอกจากจะไม่โดนใจคนกรุงเท่าที่ควรแล้ว ยังจัดว่าเป็นนโยบายที่สุ่มเสี่ยงเกินกว่าเหตุ เป็นการเอาอนาคตและความมั่นคงของประเทศชาติไปเดิมพัน
ตัวคนชี้นำที่อยู่แดนไกลก็ดูเหมือนยิ่งนับวันจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองน้อยลง การประกาศล่วงหน้าว่า ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี
ผลการเลือกตั้งทำให้หลายคนสะใจ มีคนบอกว่า อย่าว่าแต่ พล.ต.อ.พงศพัศ เลย ต่อให้ตัวคนพูดเอง หากกลับจากต่างประเทศมาลงเลือกตั้งเองได้ ก็คงแพ้เช่นกัน
ข้อสุดท้าย สำหรับ ปชป. มีคนบอกว่า ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ ปชป.พลาดโอกาสที่จะได้บทเรียนที่ดีสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ก่อนเลือกตั้ง แฟนพันธุ์แท้ของ ปชป.คนหนึ่งบอกผมว่า จะไปลงคะแนนให้เบอร์ 9 เพราะต้องการเห็น ปชป.แพ้ให้ขาดๆ จะได้เกิดการปฏิรูประบบการทำงานภายในพรรค มิฉะนั้นการเลือกตั้งสนามใหญ่ครั้งต่อไปก็คงแพ้แบบหมดรูปเช่นเคย







