
มาฆบูชาร่วมอนุโมทนา กับชาวพุทธในอินเดีย(๑๗)
.....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบอาราธนาพระอาจารย์ ช่วยกรุณาเล่าเรื่องผลความสำเร็จของการจัดงานมาฆบูชาโลกในประเทศอินเดีย และมุมมองใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา อันควรแก่การศึกษาตามที่ปรากฏในบทความ สว่าง ณ กลางใจ ของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์...
วิสัชนา : ซึ่งเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์เราด้วยหนึ่งสมองสองมือและดวงใจที่มีธรรมก็ย่อมสร้างสรรค์งานให้น่าดู ชมมีคุณค่า และประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยาก ซึ่งงานในพระพุทธศาสนาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สำคัญยิ่งคือ ศาสตร์ ศิลป์ ที่มีจิตวิญญาณครอบ จึงเกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิด จึงเป็นความประณีต และละเอียดแยบคาย เพราะนี่คือพระพุทธศาสนาที่มุ่งให้ประโยชน์และความสุขแด่มหาชน เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นไปเพื่อความอนุเคราะห์โลกด้วยความบริสุทธิ์ของคำสั่งสอนไปสู่การกระทำที่มุ่งให้ถึงผลความดับทุกข์ จึงเป็น “ธรรมจัดสรร” ที่บริสุทธิ์จริงๆ ดังคำกล่าวตอนหนึ่งของหลวงพ่อธรรมกิตติเมธี ประชาชน คณะสงฆ์ได้ประชุม ประกอบสังฆกรรมเนื่องในวันมาฆบูชา ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งได้กล่าวสัมโมทนียกถามีใจความตอนหนึ่งว่า ท่านอารยะวังโส เปรียบเสมือนนายมาลาการ ซึ่งเป็นผู้ที่นำดอกไม้สีต่างๆ กลิ่นต่างๆ มาจากต้นไม้ต่างชนิด บ้างก็มีสีดี กลิ่นดี รูปลักษณะดี รวมมาเรียงร้อยห้อยเป็นพวงมาลัยเพื่อถวายบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันมหามงคลมาฆบูชาฤกษ์ในวันนี้ เปรียบเสมือนการนำเอาพุทธศาสนิกชน คนทุกชั้นวรรณะต่างกันด้วยผิวพรรณ รูปร่างหน้าตา เชื้อชาติ วัย พร้อมกันรวมกันเป็นพุทธบูชา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลในวันนี้ จึงขออนุโมทนาสาธุการด้วยเทอญ...
จากที่บอกกล่าวเล่าเรื่องมาทั้งหมด เพื่อจะได้นำมาประกอบการพิจารณาวิสัชนาธรรมที่ วิรไท สันติประภพ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ปุจฉาเข้ามาว่า “การจัดงานวันมาฆบูชาโลกเป็นไปด้วยความราบรื่น ทั้งการจัดงานและผู้ไปร่วมงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะจัดได้สำเร็จในอินเดีย” ทำให้นึกถึงคำว่า “ธรรมจัดสรร ...”
อาตมาจึงจำเป็นต้องเล่าเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังโดยสรุป พอที่สาธุชนผู้สนใจในธรรมจะได้เข้าใจถึงที่ไป
–ที่มาในการจัดงานมาฆบูชาครั้งนี้ แม้จะสรุปย่นย่อเพื่อให้กระชับสั้น แต่ก็ไม่สูญเสียสาระธรรมความจริงที่ปรากฏ และเชื่อว่าคงจะเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในความจริงว่า ความสำเร็จทั้งปวงนั้น แท้จริงเป็นปาฏิหาริย์ (ความสำเร็จ) ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เรานั้นเอง ดังหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่ประกาศสัจธรรมอยู่ข้อหนึ่งว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ไม่ว่าเป็นเรื่องของวัตถุ หรือเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติล้วนเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย เป็นเรื่องของปัจจัยสัมพันธ์อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่เรียกว่า “ธรรมนิยาม” ซึ่งแท้จริง...เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำตามหลัก “กรรมนิยม” ของมนุษย์สัตว์ทั้งหลายดังความสำเร็จในกิจทั้งปวง ซึ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเป็นหลักธรรมตามปกติ จึงควรทำความเข้าใจให้รู้แจ้งในความหมายของ “ธรรมนิยม” เพื่อจะนำไปสู่ความเข้าใจอันถูกต้องของคำว่า “ธรรมจัดสรร”หากจะอธิบายขยายความคำว่า
“ธรรมนิยาม” อีกครั้งหนึ่ง เพื่อความแจ่มแจ้งก็คงจะต้องย้อนกลับไปหาความหมายของกฎธรรมชาติอันเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ต้องเป็นไปตามกฎความจริงในธรรมชาติอ่านต่อฉบับหน้า







