
ประกันปั่นป่วนเผาเมืองตามหลอน
เพิ่งโดนพิษน้ำท่วมใหญ่ไปยังไม่ทันแห้งดี ธุรกิจประกันก็ต้องกลับมาร้อนรุ่มกันอีกครั้งกับคดีความเผาบ้านเผาเมือง
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
เพิ่งโดนพิษน้ำท่วมใหญ่ไปยังไม่ทันแห้งดี ธุรกิจประกันก็ต้องกลับมาร้อนรุ่มกันอีกครั้งกับคดีความเผาบ้านเผาเมือง ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งระหว่างบริษัทประกันและผู้ได้รับความเสียหายด้วยกันหลายคดี
โดยเฉพาะคดีที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ อย่างคดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อคำพิพากษาของศาลแพ่งวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา สั่งให้บริษัท เทเวศประกันภัย ในฐานะจำเลย จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัลและห้างเซน (ZEN) และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในฐานะโจทก์ รวมเป็นเงิน 1,977 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ตามสัญญาประกันภัย จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ห้างเซน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งเป็นผลมาจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ถือเป็นดาบสองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับธุรกิจประกันภัย
หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งเองก็เพิ่งมีคำสั่งให้บริษัท เทเวศประกันภัย จ่ายค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 3,709 ล้านบาท ให้กับกองทุนรวมธุรกิจไทย4 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ และบริษัท ห้างเซ็นทรัลดีพาร์ตเมนต์สโตร์ และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ในบริเวณเดียวกัน
ขณะเดียวกันก็ยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่องอีกเมื่อศาลแพ่งได้สั่งให้บริษัท เมืองไทยประกันภัย ในฐานะจำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนกับโจทก์อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารพาณิชย์ในบริเวณโรงหนังสยามจำนวน 2 คูหา รวม 2 กรมธรรม์ เป็นเงิน 1.78 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี จากที่จุฬาฯ เรียกร้องมาทั้งหมด 53 คูหา 48 กรมธรรม์ เป็นเงิน 51 ล้านบาท
และก่อนหน้านี้ ศาลแพ่งก็เพิ่งมีคำสั่งให้บริษัท แอกซ่า ประกันภัย จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัท พีเพิล พลาซ่า เจ้าของห้างเซ็นเตอร์วัน เป็นเงิน 108 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% จากเหตุเพลิงไหม้ช่วงการกระชับพื้นที่ช่วงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเช่นกัน
ผลการพิพากษาของศาลแพ่งได้ฟันธงชัดว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น เป็นเหตุเกิดจากเหตุการณ์จลาจลชัดเจน ไม่ได้เป็นเหตุที่เกิดจากการก่อการร้ายอย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้พยายามประกาศออกมาเพื่อหวังผลทางการเมือง
คำตัดสินของศาลแพ่งจึงกลายเป็นบรรทัดฐานให้บริษัทประกันภัยต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าจะต้องมีการสู้กันถึงฎีกาก็ตามที
ในเมื่อเงื่อนไขตามกรมธรรม์ได้ให้ความคุ้มครองถึงภัยที่เกิดจากจลาจลด้วย บริษัทประกันภัยก็ต้องจ่ายค่ายสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การอ้างเหตุผลไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยยึดประกาศของรัฐบาลสมัยนั้น ว่าเป็นภัยก่อการร้ายในการสู้คดีจึงเป็นเพียงการซื้อเวลา และเผื่อรอดตัวไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมเท่านั้น
ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าหลังจากนี้คดีที่ยังเหลืออยู่ ฝ่ายผู้เอาประกันจะต้องมีการอ้างอิงกับคำพิพากษาที่ผ่านมาว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงจลาจล ไม่ใช่ก่อการร้าย
ถึงแม้โดยหลักแล้ว ศาลจะไม่นำผลของคดีอื่นมาพิจารณาร่วมกัน เพราะเหตุที่เกิดขึ้นอาจต่างเวลา ต่างสถานที่กัน แต่เชื่อว่าคดีดังกล่าวคงมีความเกี่ยวเนื่องกันไม่มากก็น้อย
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เกี่ยวกับผู้ที่ภายหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในปี 2553 ภาครัฐได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 และได้สำรวจรายชื่อผู้ประกอบการที่ยื่นขอความช่วยเหลือ เพราะมีปัญหาเรื่องเงินประกันภัย พบว่า มีจำนวนถึง 737 ราย
ทั้ง 737 ราย สามารถจำแนกผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ 424 ราย ยอดความเสียหาย 12,168 ล้านบาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือบางส่วนแล้วเมื่อปี 2555 จำนวน 53 ราย ยอดความเสียหาย 16 ล้านบาท เหลืออีก 368 ราย ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
กลุ่มที่สอง เป็นผู้ประกอบการรายย่อย 266 ราย ยอดความเสียหาย 259 ล้านบาท ได้รับความช่วยเหลือบางส่วนแล้วเมื่อปี 2555 จำนวน 92 ราย ยอดความเสียหาย 8 ล้านบาทเศษ เหลืออีก 174 ราย ที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
กลุ่มที่สาม เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้ทำประกันมีอยู่ 47 ราย
ดังนั้น สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้และต้องจับตาดูให้ดี คือผลของคดีจะเกิดโดมิโนลุกลามไปยังบริษัทประกันอื่นๆ จนส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินหรือไม่ ไม่แน่อาจทำให้บริษัทประกันที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนระลอกใหม่อีกก็ได้ หลังจากเพิ่งโดนพิษน้ำท่วมใหญ่ไปเมื่อปี 2554 ยังไม่แห้งดี
อย่างไรก็ตาม คดีที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียงแค่ศาลชั้นต้นเท่านั้น และมีแนวโน้มสูงว่าบริษัทประกันคงยื่นอุทธรณ์และต่อสู้ไปถึงชั้นฎีกาแน่ เพื่อให้คดีสิ้นสุดและเป็นบรรทัดฐานต่อไปอีกในอนาคต
ในเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทยยังมีโอกาสสูงที่จะเกิดการชุมนุมทางการเมืองในใจกลางเมืองหลวง โดยเฉพาะในย่านธุรกิจที่เป็นหัวใจประเทศและเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ย่อมเกิดขึ้นได้อีก เพราะถึงตอนนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า เหตุการณ์เผาเมืองจะไม่เกิดขึ้นมาซ้ำรอยอีก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทประกันภัยและบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ หรือรีอินชัวเรอส์ ยังคงกังวลและไม่เชื่อมั่นกับสิ่งที่เห็น ค่าเบี้ยประกันภัยจลาจลและเบี้ยประกันภัยก่อการร้ายจึงยังไม่ลดลงเห็นได้จากค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด ที่ นริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ให้ข้อมูลว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาเองก็เพิ่งจ่ายค่าเบี้ยไปและยังคงสูงกว่าปกติถึง 3 เท่า แม้เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หากมองในทางกลับกันแม้ค่าเบี้ยประกันยังคงสูงอยู่ แต่ก็เป็นการการันตีได้ในระดับหนึ่งว่า หากเกิดเหตุการณ์เผาเมืองขึ้นจนกลายเป็นจลาจล เงื่อนไขในกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองแน่นอน บริษัทประกันก็ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แน่ ไม่ต้องมาเสียเวลายื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพื่อยืดเวลาการจ่ายออกไปอีก
ปัญหาจึงตกอยู่ที่ว่า ในเมื่อมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้สูง แล้วจะมีบริษัทประกันภัยรายไหนกล้ารับประกันเหมือนเดิมด้วยทุนประกันที่สูงๆ และให้ความคุ้มครองครบถ้วนเหมือนเดิมอีกหรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว...ผู้ที่เสี่ยงภัยที่สุดก็ยังเป็นผู้ประกอบธุรกิจอยู่ดี







