
จับตาเวเนฯ หลังสิ้นชาเวซ สะเทือนราคาน้ำมัน พลิกโฉมลงทุนพลังงาน
ในฐานะผู้นำประเทศที่มีน้ำมันสำรองซึ่งผ่านการพิสูจน์รับรองแล้วว่าอยู่ในปริมาณมากที่สุดในโลก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ในฐานะผู้นำประเทศที่มีน้ำมันสำรองซึ่งผ่านการพิสูจน์รับรองแล้วว่าอยู่ในปริมาณมากที่สุดในโลก รวมถึงเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ตลอดจนเจ้าของวีรกรรมก้องโลกอย่างการขับไล่กิจการน้ำมันต่างชาติแล้วยึดเอาเป็นของรัฐเพื่อให้การกระจายรายได้เป็นไปอย่างเท่าเทียม
การจากไปของ อูโก ชาเวซ ประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา นักสังคมนิยมลีลาดุ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนต่อโลกใบนี้ได้ไม่น้อย
กระทั่ง อาจกล่าวได้ว่า น่าจะมีผลกระทบต่อแวดวงอุตสาหกรรมพลังงาน (น้ำมัน) โลกก็ไม่ผิดนัก เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญต่างคาดกันว่า อาจมีเหตุไม่สงบเกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่ส่งผลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาในอนาคตจนทำให้น้ำมันแพงได้
หลักฐานคือราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ปรับขึ้นทันทีเพียงไม่นานหลังข่าวการเสียชีวิตของผู้นำชาเวซ แพร่ออกไป โดยราคาน้ำมันไนเม็กซ์ตลาดนิวยอร์ก งวดส่งมอบเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ มาอยู่ที่ 91.08 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ช่วงครึ่งวันแรกของตลาดเอเชีย ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือน เม.ย. ปรับเพิ่ม 43 เซนต์ ที่ 112.04 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนปรับลงมาเล็กน้อยในช่วงบ่าย เมื่อนักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่เห็นว่ายังคงเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าข่าวที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักคิดตรงกันก็คือ การจากไปของชาเวซซึ่งปกครองประเทศยาวนานถึง 14 ปี อาจหมายถึงการพลิกโฉมอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาครั้งใหญ่ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง 2 ข้อ คือ 1) รัฐบาลชุดใหม่ของเวเนซุเอลาจะเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปฟื้นกิจการน้ำมันที่กำลังย่ำแย่อีกครั้งหรือไม่ และ 2) อิทธิพลของชาติมหาอำนาจใดที่เวเนซุเอลาจะยอมรับ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า เวเนซุเอลาสามารถเติบใหญ่จนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคละตินอเมริกาได้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นเพราะรายได้จากการผลิตและการขายน้ำมันล้วนๆ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ทุกวันนี้ ด้วยปริมาณน้ำมันดิบในประเทศที่มีมากถึง 2.11 แสนล้านบาร์เรล ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ติด 1 ใน 4 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ป้อนให้กับสหรัฐ และเป็นแหล่งพลังงานที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ของจีน
กระนั้น รายงานจากสหรัฐกลับระบุชัดว่า ตั้งแต่ปี 2542 ที่ชาเวซขึ้นปกครอง ปริมาณผลผลิตน้ำมันเวเนซุเอลากลับลดลงแล้วถึง 21% สวนทางกับปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศที่มีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แถมยังมากแซงหน้าประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดี…อาระเบีย
อาร์ทูโร ฟรังโก จากศูนย์พัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อธิบายว่าเป็นเพราะการขาดการทำนุบำรุงเอาใจใส่ รวมถึงเทคโนโลยีสำคัญในกระบวนการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผลจากการที่ประธานาธิบดี ชาเวซ ตัดสินใจลุยยึดกิจการน้ำมันของเอกชนต่างชาติมาเป็นของรัฐทั้งหมดในช่วงปี 2545
การกระทำดังกล่าว แม้จะช่วยให้รัฐบาลประธานาธิบดี ชาเวซ โกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ และนำมาเลี้ยงดูปูเสื่อประชาชนเป็นอย่างดี แต่ก็ทำให้เวเนซุเอลาตัดขาดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อการผลิตน้ำมัน
ยิ่งเมื่อประธานาธิบดี ชาเวซ ปฏิเสธหนักแน่นที่จะลงทุนเพิ่มเติมในด้านการขุดเจาะน้ำมัน แทนที่บ่อเก่าที่ใช้มานาน ก็ยิ่งทำให้ เวเนซุเอลา เดินหน้าเสี่ยงต่อภาวะการขาดดุลมากขึ้น เพราะการผลิตน้อยทำให้รายรับลดลง
ทั้งนี้ ในปี 2554 ข้อมูลกระทรวงพลังงานระบุว่า ผลผลิตน้ำมันเวเนซุเอลาลดลงอยู่ที่ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมในปี 2543 ที่เคยผลิตได้ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ยอดการส่งออกของเวเนซุเอลาเมื่อ 2 ปีที่แล้วลดลงอยู่ที่ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เวเนซุเอลาเสียเปรียบคู่แข่ง เพราะน้ำมันซึ่งคิดเป็น 95% ของแหล่งรายได้จากการส่งออกของประเทศ ส่งไม่ได้มากเท่าที่ศักยภาพของประเทศจะทำได้
และส่งผลต่อการเติบโตโดยรวม ซึ่งขณะนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ในปีนี้ เวเนซุเอลา ไม่น่าจะเติบโตเกิน 2% ขณะที่เวิลด์แบงก์คาดว่า เวเนซุเอลาจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.8% ปีนี้
ไมเคิล แฮนเดอร์สัน นักวิเคราะห์แคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลใช้นโยบายกดค่าเงินโบลีวาร์ให้ต่ำที่สุด แต่แทนที่เวเนซุเอลาจะส่งออกน้ำมัน รวมถึงสินค้าอื่นได้ในราคาถูก ทว่า เพราะความอ่อนด้อยในการผลิตและการขาดแคลนการพัฒนาขั้นตอนการผลิตสินค้าด้านอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้เวเนซุเอลาเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในปีสองปีนี้
ดังนั้น จึงน่าจับตามองว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาชุดใหม่จะสนับสนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันประเทศอีกครั้งหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น
อีกประเด็นที่ไม่น่าคลาดสายตาเช่นกัน คือคำถามที่ว่าเวเนซุเอลาจะยอมจับมือกับชาติมหาอำนาจใด ระหว่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสหรัฐ หรือมิตรใหม่ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังอย่างจีน
ต้องยอมรับว่า หลังประธานาธิบดี ชาเวซ ไล่เอกชนต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สหรัฐ เช่น เอ็กซอน โมบิล หรือโคโนโค ฟิลลิปส์ ออกนอกประเทศ ก่อนตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ การส่งออกน้ำมันไปแดนลุงแซมก็ปรับลดลงเช่นกัน โดยเดือน ก.พ. 2554 เวเนซุเอลาส่งน้ำมันไปสหรัฐเพียง 31.9 ล้านบาร์เรลต่อเดือน จากเดิมที่ 49 ล้านบาร์เรลในปี 2542
สถานการณ์ข้างต้นส่งผลให้เวเนซุเอลาไร้ทางเลือกนอกจากหาลูกค้าใหม่ และต้องใหญ่ทัดเทียมสหรัฐ ซึ่ง “จีน” คือคำตอบที่ถูกต้องสำหรับเวเนซุเอลา เพราะมีความต้องการใช้พลังงานมหาศาล โดยรายงานล่าสุดจากคณะบริหารจัดการข้อมูลพลังงานสหรัฐระบุชัดว่า ปัจจุบันจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีเวเนซุเอลาเป็นผู้ผลิตน้ำมันป้อนจีนอยู่ในอันดับที่ 7
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังเป็นคำตอบที่เหมาะสม เนื่องจากนโยบายผูกมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกชาติโดยยอมรับในการคิดต่าง เพราะการที่ผู้นำ ชาเวซ นำรายได้จากการขายน้ำมันส่วนใหญ่ไปทุ่มให้กับสารพัดโครงการประชานิยม รัฐบาลจึงไม่มีเงินพอปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนด้านการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่น ทำให้เวเนซุเอลาต้องการแหล่งเงินมาใช้ลงทุนในกิจการดังกล่าว
และเป็นจีน ที่ยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ผ่านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ บวกกับเข้าไปลงทุนในโครงการก่อสร้างมากมาย รวมถึงกิจการน้ำมัน แลกกับการผูกขาดการค้าขายน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยในปี 2554 เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันถึง 62.2% จากจำนวนที่ผลิตได้ทั้งหมดให้กับจีน ขณะที่ในปี 2555 มูลค่าการค้าน้ำมันระหว่าง 2 ประเทศอยู่ที่ราว 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มหาอำนาจแห่งเอเชียควบทั้งตำแหน่งลูกค้ารายใหญ่กับเจ้าหนี้รายใหญ่ในเวลาเดียวกัน
นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างเห็นว่า สายสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเวเนซุเอลาเป็นไปด้วยดี เพราะประธานาธิบดี ชาเวซ คือผู้นำที่ไม่เอาสหรัฐ ทำให้น่าคิดต่อว่า เมื่อสิ้นยุค “ชาเวซ” สถานะของจีนจะเป็นเช่นไร จะเปลี่ยนแปลงหรือเหมือนเดิม
อลิสแตร์ ธอร์นตัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากไอเอชเอส เซรา กล่าวว่า การเสียชีวิตของประธานาธิบดี ชาเวซ อาจทำให้รัฐบาลจีนวิตกไม่น้อยว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อข้อตกลงแลกเปลี่ยนน้ำมันกับเงินกู้ของ 2 ประเทศ ที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ โดย เหยาจงหมิ่น คณะกรรมการที่ปรึกษาธนาคารเพื่อการพัฒนาจีน รับว่า ธนาคารเริ่มมองหาแผนสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเงินกู้มหาศาลที่ให้กับเวเนซุเอลาไว้เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่นักวิเคราะห์ในจีนปริวิตกกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา นักลงทุนในสหรัฐก็เริ่มลุ้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะการปรับเปลี่ยนนี้อาจหมายถึงโอกาสที่จะได้เข้าไปลงทุนในประเทศร่ำรวยน้ำมันใกล้บ้านอีกครั้ง
บ็อบบี ทิวดอร์ ประธานบริษัทลงทุนด้านพลังงาน ทิวดอร์ พิกเกอร์ริง โฮล์ทแอนด์โค ระบุชัดว่า ทันทีที่เวเนซุเอลาส่งสัญญาณเปิดอุตสาหกรรมน้ำมัน นักลงทุนต่างชาติจะดาหน้าเข้ามาอย่างล้นหลาม ซึ่งหมายความว่า จีน จะเผชิญหน้ากับการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ
และทำให้ต้องจับตาดูต่อไปว่า เวเนซุเอลาจะตัดสินใจเดินไปในทางใด
เหตุเพราะไม่ว่าทางไหน ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอจะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ย่อมส่งผลกระเทือนต่อราคาและเสถียรภาพของ ทองคำดำ ไม่ต่างกัน







