
ไทยรั้งท้ายอันดับการศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน
เขียนไว้ค่อนข้างมากในฉบับที่แล้วจนไม่มีที่จะลงรูปภาพ ขอยกรูปภาพ Landscapeที่ผู้เขียนพูดถึงในฉบับที่แล้วมาลงไว้ในฉบับนี้ก็แล้วกัน เนื่องจาก Landscape ที่ผู้เขียนได้ขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) มาลงนี้ ไม่ได้บอกเพียงว่าการที่ความสามารถในการแข่งขันของเราอยู่ที่ลำดับที่ 30 นั้น มีสาเหตุมาจากส่วนประกอบหรือปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในลำดับที่เท่าไรเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า ประเทศไทยพอจะมีความเข้มแข็ง หรือมีจุดแข็งที่ไหน และรัฐบาลได้ใช้จุดแข็งนั้นอย่างไร
เขียนไว้ค่อนข้างมากในฉบับที่แล้วจนไม่มีที่จะลงรูปภาพ ขอยกรูปภาพ Landscapeที่ผู้เขียนพูดถึงในฉบับที่แล้วมาลงไว้ในฉบับนี้ก็แล้วกัน เนื่องจาก Landscape ที่ผู้เขียนได้ขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) มาลงนี้ ไม่ได้บอกเพียงว่าการที่ความสามารถในการแข่งขันของเราอยู่ที่ลำดับที่ 30 นั้น มีสาเหตุมาจากส่วนประกอบหรือปัจจัยต่างๆ ที่อยู่ในลำดับที่เท่าไรเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ต่อไปได้ว่า ประเทศไทยพอจะมีความเข้มแข็ง หรือมีจุดแข็งที่ไหน และรัฐบาลได้ใช้จุดแข็งนั้นอย่างไร
ถ้าดูจากข้างต้นและวิเคราะห์ในส่วนของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นแนวที่ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญไว้ในฉบับที่แล้วว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เนื่องจากจะทำให้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลง ได้คุณภาพสินค้าดีขึ้น หรือสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่เข้ากับยุคสมัย เช่น เรื่องของสีเขียว หรือการได้ Carbon Credit เป็นต้น มากขึ้น
แต่เห็นภาพแล้วก็น่าท้อแท้ใจ เพราะอันดับที่ประเทศถูกจัดไว้ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยีก็คือ อันดับที่ 50 จาก 59 ประเทศ คือพูดง่ายๆ ว่าอีก 8 ประเทศก็รั้งท้าย การศึกษายิ่งแย่เข้าไปใหญ่ คืออันดับที่ 52 คืออีก 6 ประเทศก็รั้งท้ายเช่นกัน แต่ถ้ามาดูนโยบายการเงินการคลังไทยอยู่อันดับที่ 6 ซึ่งนับว่าดีมาก ซึ่งพอจะวิเคราะห์ได้ว่าประเทศไทยไม่ได้นำจุดแข็งด้านการเงินการคลังมาใช้เพื่อวางรากฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หรือแม้แต่ระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้อง
ผลผลิตและประสิทธิภาพของภาคธุรกิจก็เช่นกัน ไทยเกือบรั้งท้ายจริงๆ คืออยู่ที่อันดับถึง 57 ซึ่งถ้าพิจารณาประกอบกับตัววัดประสิทธิภาพทางธุรกิจที่เขาใช้ เช่น สภาวะแวดล้อมของประเทศว่าเอื้ออำนวยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ดำเนินงานได้อย่างสร้างสรรค์หรือไม่ ก็จะชี้ได้ว่าเห็นทีจะต้องปรับปรุงอีกมาก ยิ่งในภาวะที่จะเป็น AEC (ASEAN Economic Community) ที่ประเทศจะต้องเปิดมากขึ้น ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ธุรกิจไทยก็น่าจะมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง
ยิ่งถ้ามาดูต่อไปว่า ประเทศไทยมีงบประมาณในการทำวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเพียง 0.2% ของ GDP (Gross Domestic Production) ต่ำกว่ามาเลเซีย ซึ่งมีอยู่ 0.7% ของ GDP และสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 20.9% ของ GDP นอกจากนี้เอกชนเองก็ยังลงทุนน้อยกว่ารัฐบาล คือประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนของรัฐบาล กำลังคนเองก็มีปัญหา เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังคนในการทำวิจัยและพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ประมาณ 9 คนต่อประชากร 10,000 คน ในปี ค.ศ. 2012 ใช่แล้ว 10,000 คน ผู้เขียนไม่ได้เขียนเลขศูนย์เกิน แต่ก็ยังดีกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่มีอยู่ 7 คน 1 คน และ 1 คน ตามลำดับ ต่อประชากร 10,000 คน แต่สิงคโปร์มีอยู่ถึง 72 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ตัวเลขทั่วๆ ไปที่ถือว่าใช้ได้ก็คือผู้วิจัย 26 คนต่อประชากร 10,000 คน
เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีกว่าจะเป็น AEC ก็ต้องช่วยกันผลักช่วยกันเข็น มองในแง่บวกรัฐบาลเองก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนาให้เป็น 1% ของ GDP แผนพัฒนา 10 ปี ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ฯลฯ ฉบับแรกของไทย ที่เพิ่งผ่าน ครม.ไปเมื่อ ส.ค.ปีที่แล้ว ก็วางไว้ว่าจะเพิ่มกำลังคนที่จะทำการศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น 15 คนต่อประชากร 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมองว่าให้เอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ให้รัฐบาลลงทุนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์
ท่านผู้อ่านก็ลองพิจารณากันดูว่า อะไรจะเป็นเรื่องหนักใจที่สุด เรื่องของกำลังคนนั้นต้องแก้ไขตั้งแต่ระบบการศึกษา ค่านิยมของสังคม และยังมาพันกับภาคเอกชนอีก เพราะถ้าภาคเอกชนมีการทำวิจัยพัฒนามากขึ้น นักศึกษาก็จะเลือกประกอบวิชาชีพทางด้านนี้มากขึ้น เพราะมี Carrier Path ที่ดีมีค่าตอบแทนที่คุ้มกับความเหนื่อยยาก ไม่ใช่เรียนจบแค่ปริญญาตรีหรือปริญญาโทแล้วก็หันเหไปเรียนวิชาอื่น ประกอบวิชาชีพอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
ปัจจุบันภาคเอกชนไทยที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ และมีการทำวิจัยพัฒนาก็นับบริษัทได้ และไม่เกิน 89 บริษัท ทำอย่างไรจะให้บริษัทเหล่านี้ รวมถึง SME (Small and Medium Enterprise) มีแรงจูงใจที่จะทำวิจัยเพิ่มขึ้น
ส่วนงบประมาณในการวิจัยพัฒนาที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1% ของ GDP นั้นไม่น่าจะยาก ถ้าผู้บริหารในระดับการเมืองให้ความสนใจและสั่งการลงมาว่าให้เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่อยู่แต่ในกระดาษ ทำอย่างไรจะให้ผู้นำไทยพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญาแบบที่ประธานาธิบดีโอบามาพูดมาแล้วถึง 5 ครั้ง เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งคราวนี้ น่าเสียดายที่ตอนประธานาธิบดีโอบามามาเยือนประเทศไทยไม่ได้พูดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไว้หลายๆ ครั้ง คนไทยจะได้มีความหวังที่สดใสกว่านี้







