posttoday
จีนลุยเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจต้องพึ่งภายใน

จีนลุยเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจต้องพึ่งภายใน

06 มีนาคม 2556

เรา (จีน) จะถือว่าการเพิ่มความต้องการการบริโภคจากตลาดภายในประเทศเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

“เรา (จีน) จะถือว่าการเพิ่มความต้องการการบริโภคจากตลาดภายในประเทศเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นได้ ก็จะต้องอาศัยการเพิ่มอำนาจการใช้จ่ายของประชาชน” เวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวในระหว่างเปิดการประชุมสภาประชาชนจีนในวันแรก

แม้การประชุมครั้งนี้ทุกฝ่ายจะจับจ้องไปที่การก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีของหลี่เค่อเฉียง อย่างเป็นทางการ แต่คำพูดของ เวินเจียเป่า ซึ่งจะก้าวลงจากตำแหน่งไม่กี่วันนี้ ก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะเป็นการบ่งชี้อนาคตและทิศทางการก้าวเดินของพญามังกรจีนต่อจากนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากคำพูดและแนวทางต่างๆ ที่พรั่งพรูออกมาล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าบรรดาผู้นำระดับสูงของจีนเห็นชอบแล้วทั้งสิ้น

ฉะนั้นแล้ว การขึ้นมากล่าวของผู้นำจีนครั้งนี้ จึงเป็นการบ่งบอกและตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า จีนกำลังปรับเปลี่ยนโมเดลการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจจากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลักมาตลอดกว่า 30 ปี ไปสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ต้องยอมรับก่อนว่า แม้โมเดลการเติบโตโดยพึ่งพาการส่งออกจะช่วยนำพาเศรษฐกิจจีนก้าวทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้สามารถขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกในปี 2010 ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา อาทิ ความเหลื่อมล้ำการพัฒนาและช่องว่างทางรายได้ของคนรวยจนที่มาก ปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงความเสี่ยงที่จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก

ทั้งนี้ แม้ว่าข้อมูลจากนิตยสารหูหรุน จะเผยว่าจีนมีสัดส่วนของเศรษฐีมากถึง 1 ใน 5 ของโลก หรือประมาณ 317 คน ทว่าเมื่อดูข้อมูลของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เผยว่า ปัจจุบันจีนมีคนจนอีกกว่า 170 ล้านคน ที่มีรายได้น้อยกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐ (ราว 35–40 บาท) ต่อวัน ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนชัดว่าสังคมจีนมีความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จีนจะหันมาตื่นตัวต่อปัญหาดังกล่าวด้วยประกาศในพิมพ์เขียวเศรษฐกิจในปีนี้ว่ารัฐบาลจะเพิ่มการลงทุน การใช้จ่าย รวมไปถึงการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เพื่อมุ่งหวังจะนำไปสู่การเพิ่มอำนาจจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความอยู่ดีกินดีตามไปด้วยในระหว่างการประชุมครั้งนี้

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะเพิ่มการลงทุนและก่อสร้างสนามบินอีก 31 แห่ง ท่าเรือขนาดใหญ่อีก 612 แห่ง นอกจากนี้จีนจะเพิ่มเงินในกองทุนการเกษียณอายุอีก 10% ขณะที่กองทุนสวัสดิการต่างๆ ก็จะเพิ่มให้อีกด้วยเช่นกัน” เวินเจียเป่า กล่าว พร้อมกับย้ำว่ารัฐบาลได้เริ่มบีบให้บริษัทเอกชนภายในปรับเพิ่มค่าแรงของคนงานให้มากขึ้นแล้ว

คำกล่าวของผู้นำจีน ยังสอดรับการที่กระทรวงการคลังที่ได้ออกมาประกาศแล้วว่าในปีนี้จะเพิ่มเป้าการขาดดุลอีก 2% ของจีดีพี หรือที่ 1.2 ล้านล้านหยวน (ราว 5.71 ล้านล้านบาท) ขณะที่ปีที่แล้วยอดการขาดดุลอยู่ที่ 1.6% พร้อมกันนี้ทางกระทรวงการคลังจีนยังได้เพิ่มสัดส่วนการออกประมูลขายพันธบัตรของรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ โดยเพิ่มเติมไปอยู่ที่ 3.5 แสนล้านหยวน (ราว 1.75 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ ขณะที่ปีก่อนอยู่ที่ 2.5 แสนล้านหยวน (ราว 1.25 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ รัฐบาลได้กำหนดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้อยู่ที่ 7.5% ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ในขณะที่เมื่อก่อนผู้นำจีนมักตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 8%

ด้วยเหตุนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงโมเดลการเติบโตที่หันมาสร้างการเติบโตของชนชั้นกลาง และส่งเสริมให้เกิดการบริโภคจากตลาดภายในมากขึ้น ย่อมจะส่งผลดีต่อทิศทางและอนาคตในการดำเนินธุรกิจ และการลงทุนในจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นธรรมดาเมื่อคนเริ่มมีฐานะดีขึ้นก็อยากจะใช้ของที่ดีมีคุณภาพ และทำให้ตนเองดูดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของคนคน นั้นได้ง่ายที่สุด

ดังเห็นได้จากที่ผ่านมา ชาวจีนถือเป็นผู้บริโภคสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลกเป็นอันดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ วิตตอง กุชชี แอร์เมส และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชื่อดังอย่าง ชาแนล

ข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่างเบนแอนด์โค ประเมินว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จีนจะแซงหน้าสหรัฐ และญี่ปุ่น ขึ้นเป็นผู้บริโภคสินค้าแบรนด์เนม และของฟุ่มเฟือยเบอร์ 1 ของโลก โดยคาดว่าจะมียอดซื้ออยู่ที่ 1.8 แสนล้านหยวน (ราว 8.4 แสนล้านบาท) ขณะปัจจุบันจีนถือเป็นผู้บริโภคและนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยแบรนด์ดังเป็นอันดับ 3 ของโลกที่ 1.6 แสนล้านหยวน (ราว 7.5 แสนล้านบาท)

ขณะที่รอยเตอร์สคาดว่าในปี 2016 จีนจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นฐานตลาดที่มียอดซื้อรถยนต์หรูรายใหญ่ที่สุดของโลก

ฉะนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่ผู้นำจีนกำลังหันมาเน้นการเพิ่มอำนาจการบริโภคของประชาชนดังกล่าวนั้น จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ทิศทางการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ และบ่งบอกถึงการยกระดับฐานทวีคูณมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้โมเดลที่หันมาพึ่งพาตลาดภายในจะช่วยเพิ่มการบริโภค และความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กำลังส่งผลต่อต้นทุนที่ใช้ในการลงทุนและการทำธุรกิจในจีนให้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เพราะธุรกิจการลงทุนต่างๆ จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกได้อีกต่อไป และที่ผ่านมาทิศทางการเพิ่มขึ้นค่าแรงของจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

จึงไม่แปลกที่จะเริ่มเห็นบริษัทต่างชาติเริ่มหันเหการลงทุนเพิ่มเติมไปยังต่างแดนมากขึ้น โดยดูได้จากปริมาณเงินลงทุนจากโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ในจีนที่เริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 1.11 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.33 ล้านล้านบาท) ขณะที่ปี 2011 อยู่ที่ 1.16 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.48 ล้านล้านบาท) ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กลับมีปริมาณเอฟดีไอที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2011 โตมากถึง 7.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

“เม็ดเงินลงทุนเอฟดีไอที่ลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บรรดาบริษัทต่างชาติหันไปเพิ่มการลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนถูกกว่าจีนอย่าง เวียดนาม และอินโดนีเซีย แทน” จางจื้อเหว่ยหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ สาขาฮ่องกง กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส

นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อจีนได้เริ่มหันมาเน้นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ อาทิ การออกมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และการปราบปรามการทุจริตการติดสินบนอย่างจริงจัง ก็คาดว่าจะทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ที่ลงทุนหรือค้าขายอยู่ในจีนต้องเผชิญกับการเพิ่มทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดจากรัฐบาลมากขึ้น

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่บ่งบอกได้ชัดว่า จีนหันมาใส่ใจกับปัญหาการทุจริตมากขึ้นก็คือ การเรียกตรวจสอบการซื้อหุ้นบริษัทประกันภัยผิงอัน มูลค่า 9,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.82 แสนล้านบาท) จากธนาคารเอชเอสบีซี ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จากไทย เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ว่าต่อมาทางการจีนจะยอมให้การอนุมัติในเวลาต่อมาก็ตาม

ฉะนั้น ทางเลือกและทางรอดของภาคธุรกิจที่ไปลงทุนในจีนต่อจากนี้จึงจะต้องคำนึงถึงเรื่องของ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีสีเขียวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบความโปร่งใส และสินค้าที่มีมาตรฐานมากขึ้น

นอกจากนั้นแล้ว จากถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าที่ได้ให้ความสำคัญกับการเร่งปฏิรูปด้านโยบายการเงิน อาทิ การผลักดันให้การกำหนดนโยบายดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ก็เป็นเครื่องบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า จีนกำลังให้ความสำคัญกับการวางบทบาทของตนเองในด้านการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการผลักดันให้เงินสกุลหยวนเป็นเงินที่ใช้แลกเปลี่ยน และทำการค้าในระดับสากลมากขึ้น

เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาจีนจะเร่งผลักดันการทำข้อตกลงสวอปค่าเงินหยวนกับเงินสกุลท้องถิ่นของประเทศต่างๆ มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญในการกีดขวางไม่ให้เงินหยวนของจีนขึ้นแทนเป็นสกุลเงินสำคัญของโลกได้เหมือนเช่นเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโรของยุโรป และเงินเยนของญี่ปุ่น ก็คือความเชื่อมั่นต่อการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน เนื่องจากอัตราค่าเงินหยวนยังไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจจีนได้อย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้น การประกาศอย่างชัดเจนว่าทิศทางข้างหน้าจีนจะยอมผ่อนคลายให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น จึงน่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่าในวันนี้จีนเริ่มมีความมั่นใจในสถานะทางเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ (เดิมพึ่งพาการกดค่าเงินให้ต่ำ เพื่อเอื้อต่อความได้เปรียบในการส่งออกไปต่างประเทศ)

ขณะที่ทิศทางด้านความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศในอนาคตนั้น แม้ว่านายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า ของจีน จะไม่ได้กล่าวถึงมากนักในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในวันแรก แต่การที่รัฐบาลออกมาเผยว่าในปีนี้จะเพิ่มการใช้งบประมาณทางการทหารอีก 10.7% จากปีก่อน หรือที่ 7.4 แสนล้านหยวน (ราว 3.57 ล้านล้านบาท) ก็เป็นการบ่งบอกกลายๆ ว่าจีนกำลังมองเห็นความสำคัญของความมั่นคงมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลานี้ที่ประเด็นด้านพิพาทเขตแดนกับต่างชาติกำลังเป็นเรื่องร้อนแรงขึ้นมาทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะเตียวหยู หรือเซนกากุ กับญี่ปุ่น กรณีข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในทะเลจีนใต้ กับฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอีกหลายชาติในอาเซียน รวมไปถึงความกังวลว่าสหรัฐกำลังเข้ามาปิดล้อมจีนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผ่านการสร้างพันธมิตร และตั้งฐานทัพในย่านมหาสมุทรแปซิฟิกและอาเซียนมากขึ้น

นอกจากนี้ การเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร‌ของพญามังกร ที่มีขึ้นภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้‌ญี่ปุ่นได้มีการเพิ่มการใช้จ่ายและการลงทุนในด้าน‌ความมั่นคงมากขึ้น 0.8% ที่ 4.68 ล้านล้านเยน ‌
(ราว 1.55 ล้านล้านบาท) และถือเป็นครั้งแรก‌ในรอบ 11 ปีที่มีการเพิ่มงบการทหาร ก็ทำให้เกิด‌ความหวั่นเกรงกันว่าอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในด้าน‌การแข่งขันการพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหาร‌ข่มกันไปมา จนนำไปสู่ภาวะความตึงเครียดใน‌ภูมิภาคมากขึ้นในอนาคต

จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับก้าวเดิน‌ของพญามังกรจีน ที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากการ‌ประชุม และการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศอย่าง‌เป็นทางการของ สีจิ้นผิง

ข่าวล่าสุด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด