posttoday
วิกฤตแบงก์รัฐ...ยิ่ง

วิกฤตแบงก์รัฐ...ยิ่ง

06 มีนาคม 2556

วิกฤตหนี้เสียของแบงก์รัฐ 2 แห่ง ที่อยู่ในอาการโคม่าในขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ส่วนสำคัญมาจากการปล่อยกู้สนองตามนโยบายรัฐบาล

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

วิกฤตหนี้เสียของแบงก์รัฐ 2 แห่ง ที่อยู่ในอาการโคม่าในขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ส่วนสำคัญมาจากการปล่อยกู้สนองตามนโยบายรัฐบาล และปล่อยกู้สนองกลุ่มพวกพ้องนายทุน รวมถึงนักการเมืองจำนวนไม่น้อย

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) มีหนี้เสียปูดขึ้นมาเป็น 3.9 หมื่นล้านบาท หรือ 40% ของหนี้ทั้งหมด ทางธนาคารได้กรองเบื้องต้นแล้วว่า เป็นการปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐบาลถึง 9,000 ล้านบาท โดยส่วนนี้จะขอเงินชดเชยจากรัฐบาล เพื่อทำให้หนี้เสียของธนาคารลดลงเหลือ 3 หมื่นล้านบาทในทันที

ส่วนหนี้เสียที่เหลืออีก 3 หมื่นล้านบาท กว่าครึ่งหนึ่งคาบลูกคาบดอกว่าเป็นนโยบายรัฐหรือไม่

เพราะในทางพฤตินัยรัฐบาลสั่งให้ปล่อย แต่ทางนิตินัยไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร

แม้ธนาคารจะจับหนี้เสียส่วนนี้ใส่ตะกร้าตีตราว่าปล่อยกู้ตามใบสั่งการเมืองเพื่อขอเงินชดเชยเหมือนในส่วนแรก แต่ฝ่ายการเมืองไม่ยอมรับ

หนี้เสียที่เหลืออีกของ 3 หมื่นล้านบาทของเอสเอ็มอีแบงก์ มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ที่เป็นจากการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าตามนโยบายของธนาคาร แต่ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียที่ถูกซิกแซ็กปล่อยกู้ให้นายทุนรายใหญ่ นอมินีนักการเมือง ด้วยหลักทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพเพื่อชักดาบธนาคารกลายเป็นหนี้เสียก้อนโตจมอยู่ในแบงก์ทุกวันนี้

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ก็ไม่ต่างจากเอสเอ็มอีแบงก์ จากหนี้เสีย 1 หมื่นกว่าล้านบาทในปลายปีที่แล้วพุ่งพรวดเพิ่มเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท หรือ 22.5% ของหนี้ทั้งหมด ก็มาจากการปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐบาลจำนวนไม่น้อย

โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตของธนาคารไอแบงก์ ที่สนองรัฐบาลช่วยคนเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบจนผ่อนไม่ไหว มากู้เงินจากไอแบงก์ไปใช้หนี้บัตรพลาสติกที่เป็นอยู่ ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก และเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน กลายเป็นหนี้เสียเกือบทั้งหมด จนปัจจุบันธนาคารต้องเลิกโครงการนี้ไปแบบเงียบๆ เพราะไม่ต้องการแบกหนี้เสียเพิ่ม

ไอแบงก์ยังประเมินว่า ธนาคารมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็น 3.9 หมื่นล้านบาท หรือ 30% ของหนี้ทั้งหมด โดยหนี้เสียที่เพิ่มอีกประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นการปล่อยกู้รายใหญ่ ที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่สำคัญของธนาคาร

ที่สำคัญการปล่อยกู้รายใหญ่ดังกล่าว มีจำนวนหลายรายถูกตั้งข้อสังเกตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เข้าไปตรวจสอบ และพบว่ามีการปล่อยที่ไม่ชอบมาพากล จนนำมาสู่คณะกรรมการของไอแบงก์ ต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาคนรับผิดชอบต่อไป

ข้อมูลที่ปรากฏขณะนี้เป็นประจักษ์พยานชัดเจนว่า วิกฤตหนี้เสียที่ยังไม่ทุเลาลงของเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์ ต้นตอที่สำคัญมาจากนโยบายของรัฐบาล ที่ใช้แบงก์ทั้งสองแห่งเป็นแขนขาปล่อยกู้หาเสียงทางการเมือง รวมถึงหาผลประโยชน์ใส่พวกพ้องและตัวเอง

สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาระบุว่า การเพิ่มทุนเพื่อถมหนี้เสียทั้งสองแบงก์จะต่ำกว่าที่ธนาคารทั้งสองแห่งขอมารวมกันเป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท เป็นของเอสเอสอีแบงก์ 6,000 ล้านบาท และไอแบงก์ 1.4 หมื่นล้านบาท เพราะต้องการให้แบงก์แก้หนี้เสียด้วยตัวเองให้มากที่สุด ก่อนที่รัฐบาลจะใส่เงินเพิ่มทุนให้

สมชัย ยังระบุว่า การเพิ่มทุนเพื่อชดเชยความเสียหายของแบงก์รัฐครั้งนี้ควรเป็นครั้งสุดท้าย และการเพิ่มทุนในอนาคตต้องเป็นไปเพื่อการขยายการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ไม่ใช่มาล้างความเสียหายที่ไม่ควรเกิดจำนวนมหาศาลเช่นนี้ต่อไป

สุ้มเสียงของ สมชัย เป็นการส่งสัญญาณอย่างมีนัยสำคัญว่า กระทรวงการคลังรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินการตามปกติ จึงมีความพยายามดึงเรื่องการเพิ่มทุนของทั้งสองแบงก์ไว้ เพราะรู้ว่าหากไม่แก้ไขก่อนใส่เงินเพิ่มทุน เชื่อว่าใส่เงินไปเท่าไหร่ หนี้เสียเก่าก็แก้ไม่ได้ และหนี้เสียใหม่จะเพิ่มขึ้นอีก

ที่สำคัญไปกว่านั้น กระทรวงการคลังไม่ต้องการให้วิกฤตหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์ ลุกลามจนกลายเป็นโมเดลไปถึงแบงก์รัฐอื่นว่า แบงก์รัฐต้องสนองการเมืองจนปล่อยปละละเลยความเสียหาย เพราะคิดว่าเสียแล้วขอเงินจากกระทรวงการคลังมาโปะความเสียหายได้ทุกครั้งไป

นี่เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ให้แบงก์รัฐแห่งอื่นเหยียบเบรกการปล่อยกู้สนองนโยบายของรัฐบาล

อย่างน้อยการปล่อยต้องคำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีหนี้เสียขึ้นมาธนาคารต้องรับผิดชอบเอง ไม่ใช่จับยัดใส่ตะกร้าตีตราปล่อยกู้ตามนโยบายรัฐบาลแล้วมาขอเงินชดเชยดะ

เพราะสถานการณ์แบงก์รัฐในการปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐปัจจุบันไว้ใจไม่ได้ น้ำจะลด ตอจะผุดในวันไหน

วันนี้อาจเห็นวิกฤตหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์ เกิดขึ้นแล้ว ไม่แน่วันข้างหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็อาจจะมีชื่อเป็นแบงก์รัฐที่ 3 ที่มีปัญหาจากการปล่อยกู้สนองนโยบายรัฐบาล

เพราะในวันนี้ ธ.ก.ส.กู้เงินเพื่อปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าวให้รัฐบาลชุดนี้ไปแล้ว 4.1 แสนล้านบาท ล่าสุดต้องควักใช้สภาพคล่องของธนาคารไปเองอีก 9 หมื่นล้านบาท รวมกันเป็น 5 แสนล้านบาท จนกระทรวงการคลังต้องออกมาขีดเส้นตายไม่ให้มีการกู้เพิ่มในโครงการจำนำข้าวอีกต่อไป

เพราะเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท ใช้ในโครงการจำนำข้าว 2 ปี ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้ การดึงสภาพคล่องของ ธ.ก.ส.ไปรับจำนำข้าวจำนวนมาก ทำให้การดำเนินงานของธนาคารปกติเริ่มสะดุด เพราะก่อนหน้านี้มีแนวคิดขอเพิ่มสภาพคล่องของธนาคารไปรับจำนำข้าวเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาท แต่ ธ.ก.ส.ออกมาค้านทันควันว่า มีเงินเหลือไม่พอ

ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส.ต้องรายได้หายกำไรหด จากการทำตามโครงการประชานิยมพักหนี้เกษตรกรทั้งที่เป็นลูกหนี้ดีและลูกหนี้เสีย ทำให้ธนาคารทรุดถึงขนาดจะมีการดำเนินงานออกมาขาดทุน

จนสุดท้ายรัฐบาลต้องยอมชดเชยรายได้ที่หายไปจากการลดหนี้ให้ธนาคารครึ่งหนึ่ง เพื่อรักษาผลการดำเนินงานให้ออกมายังมีกำไร

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขแบบขายผ้าเอาหน้ารอดก็ไม่ต่างกัน เพราะสุดท้ายก็เข้าเนื้ออยู่ดี เพราะการชดเชยรายได้ ก็คือการเอาเงินภาษีของประชาชนมาโปะฐานะให้ ธ.ก.ส.นั่นเอง

นอกจาก ธ.ก.ส. ก็ยังมีธนาคารออมสิน ซึ่งที่ผ่านมาสนองนโยบายรัฐบาลจำนวนมาก แต่เพราะฐานะของธนาคารแข็งแกร่งจึงทำให้ไม่มีปัญหา แต่หากปล่อยไปให้ฝ่ายการเมืองมาชี้นำในการปล่อยกู้แทนที่จะดำเนินการเยี่ยงมืออาชีพ ความเสียจากเล็กก็กลายเป็นใหญ่ได้ไม่อยาก

เพราะที่ผ่านมา ธนาคารออมสินยังมีประเด็นปัญหาฝ่ายการเมืองมีใบสั่งให้ปล่อยพวกพ้องเป็นจำนวนมาก ทำให้การมอบนโยบายให้กรรมการชุดใหม่ของธนาคารล่าสุดของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ลั่นคำขาดว่า “ผมไม่มีนโยบายสั่งให้ปล่อยกู้ให้ใคร ฉะนั้นใครมาอ้างไม่ต้องเชื่อ” เป็นการสะท้อนว่าที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองอ้างจำนวนมาก

แม้แต่ธนาคารกรุงไทย ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงการปล่อยกู้สนองการเมือง การปล่อยกู้ให้กับผู้ค้าข้าวที่มีประวัติไม่ชอบ นอกจากเป็นความเสี่ยงของธนาคารในอนาคตแล้ว ยังทำให้ธรรมาภิบาลของธนาคารปัจจุบันมีจุดด่างพร้อยไปด้วย

การปล่อยกู้ให้กองทุนสตรีของธนาคารกรุงไทย ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ออกตัวก่อนใครเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ากองทุนดังกล่าวมีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน

ทั้งหมดถือเป็นความเสี่ยงของแบงก์รัฐ ที่อาจจะไม่จำกัดวงอยู่แค่เอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์ ที่หนี้เสียกองพะเนินจนแก้ไม่จบ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่หยุดให้แบงก์รัฐเดินหน้าปล่อยกู้สนองนโยบายและให้พวกพ้องตัวเอง ก็จะมีแบงก์รัฐรายอื่นมีหนี้เสียพุ่งจนแก้ไม่ได้ให้เห็นอีกเรื่อยๆ

เราเตือนคุณแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท