
โลกมองไทย
นับเป็นเหตุการณ์ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร สามารถคว้าชัยได้เป็นสมัยที่สอง โดยกวาดคะแนนเสียงได้ทั้งหมด 1,256,231 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสอง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ซึ่งได้ 1,077,899 คะแนน
นับเป็นเหตุการณ์ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร สามารถคว้าชัยได้เป็นสมัยที่สอง โดยกวาดคะแนนเสียงได้ทั้งหมด 1,256,231 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสอง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ซึ่งได้ 1,077,899 คะแนน
รอยเตอร์สรายงานว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หวังยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จ
“พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งเพราะคนกรุงเทพฯ กลัวว่าพรรคเพื่อไทยกำลังกุมอำนาจมากเกินไป” กานต์ ยืนยง นักวิเคราะห์การเมืองไทย จากสยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิท กล่าว พร้อมเตือนว่าในอนาคตประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ระบบการเมืองที่มีเพียงสองพรรคใหญ่แข่งขันกัน
ทั้งนี้ สื่อชื่อดังระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทย ไม่เคยชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเลย โดยคะแนนเสียงของพรรคส่วนใหญ่นั้นมาจากประชาชนในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
สอดคล้องกับความเห็นของ เจมส์ ฮุกเวย์ นักข่าววอลสตรีต เจอร์นัล ซึ่งเตือนว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน
“แม้พรรคเพื่อไทยจะครองเสียงข้างมากในสภา แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า การเมืองไทยจะเผชิญความขัดแย้งอีกหลายครั้งในอนาคต”
วันเดียวกัน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ พีเพิล เดลี ของจีน รายงานอ้างนักวิเคราะห์ไทย ว่า ปัจจุบันนักลงทุนไทยหันมาใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้นแทนการใช้เงินเหรียญสหรัฐ โดยข้อมูลจากทางการพบว่า เมื่อปีที่ผ่านมาการใช้เงินหยวนเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากปีก่อน
ณัฐสกนธ์ เจริญสาธิต กรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญดีเซิร์ท แสดงความเห็นว่า การใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมนั้นสะดวกมาก เนื่องจากมีความผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลแดนมังกรได้ลงนามในข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี (สวอปไลน์) กับหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศต่างๆ ตลอดจนดันเงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักของโลก โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนกับประเทศคู่ค้าสามารถใช้เงินหยวนและสกุลเงินประเทศนั้นๆ เป็นสื่อกลางในการทำธุรกรรมต่างๆ ได้







