
เพื่อไทยพ่ายไม่ผิดคาด
หักทุกปากกาโพลเมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มุมแดงไปในที่สุด แม้ก่อนหน้านี้หลายคนจะคาดการณ์ว่า คุณชายหมู จะเสียเก้าอี้ให้ผู้ว่าฯ หน้าใหม่ แต่ในที่สุด ปชป.ก็คงยึดฐานที่มั่นเมืองหลวงแห่งนี้ไว้ได้
หักทุกปากกาโพลเมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มุมแดงไปในที่สุด แม้ก่อนหน้านี้หลายคนจะคาดการณ์ว่า คุณชายหมู จะเสียเก้าอี้ให้ผู้ว่าฯ หน้าใหม่ แต่ในที่สุด ปชป.ก็คงยึดฐานที่มั่นเมืองหลวงแห่งนี้ไว้ได้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอาวุโส มองว่า ชัยชนะของ ปชป.ครั้งนี้ มาจากการนำสนามเมืองหลวงไปผูกโยงกับการเมืองระดับชาติ เพื่อให้เห็นว่าสนามนี้มีนัยสำคัญ เพราะคนกรุงส่วนใหญ่ไม่ได้มีใครคำนึงถึงการทำงานของผู้ว่าฯ ในแง่มุมท้องถิ่นอยู่แล้ว เพราะคนกรุงส่วนใหญ่รู้ดีว่า อำนาจของผู้ว่าฯ กทม.นั้นน้อยมาก ดูแลได้แค่ฟุตปาท แต่บนถนน หรือตำรวจ ก็ไม่มีอำนาจ
“ยุทธศาสตร์ พท.เห็นได้ชัดว่าอยากได้ กทม.มาก เพราะอยากเปิดพื้นที่เมืองหลวงนำไปสู่การเลือกตั้งระดับชาติต่อไป เดาได้เลยว่า ถ้าคุณพงศพัศได้เป็นผู้ว่าฯ รัฐบาลจะทุ่มโครงการต่างๆ เข้าไป เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งใหญ่ และทำลายฐานที่มั่นสำคัญของ ปชป.
ปชป.อ่านเกมนี้ออก เลยออกแคมเปญอิงการเมืองระดับชาติด้วยการดึง ‘ทักษิณ’ ลงมาเล่นด้วยเช่นกัน จนในที่สุดก็เลยเป็นการแข่งขันกันที่มากกว่าท้องถิ่น แต่ครั้งนี้คะแนน พงศพัศ ก็ไม่ได้น้อย ทำให้เห็นว่า คน กทม.กว่า 1 ล้านคน ไม่ได้กลัวทักษิณอย่างที่ ปชป.ขู่เสมอไป ซึ่ง พท.ก็คงมีความหวังมากขึ้น และการเลือกตั้งครั้งหน้าก็คงสู้กันดุเดือดอย่างแน่นอน”
นิธิ ยังหวังว่า ในสมัยที่ 2 ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงภายใต้การผลักดันของภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เพื่อเพิ่มอำนาจของผู้ว่าฯ กทม.ให้มากขึ้น เพราะแม้จะเหนือกว่าจังหวัดอื่นตรงที่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของตัวเองได้ แต่การพัฒนาที่เกิดจากตัวผู้บริหารเมืองยังคงน้อยมาก และให้อำนาจส่วนกลางอย่างรัฐบาลเป็นคนตัดสินใจต่อไป
ขณะที่ ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เห็นสอดคล้องกันว่า นโยบาย “การบริหารงานอย่างไร้รอยต่อร่วมกับรัฐบาล” ของ พงศพัศ นั้น คือจุดอ่อนหลักที่ทำให้ พท.แพ้ เพราะตัว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเกือบ 2 ปี มีผลงานโดดเด่นอะไรบ้าง หากจะ “ไร้รอยต่อ” กับ พงศพัศ ต่อไปก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร
“ปกติเราห่วงกันว่าผู้สมัครอิสระจะไปตัดคะแนนพรรคใหญ่ ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า พรรคใหญ่ตัดคะแนนผู้สมัครอิสระจนหมด หากวาดภาพกรุงเทพฯ ทั้งหมด ปชป.ได้ 1.2 ล้าน ส่วน พท.ได้ 1.07 ล้าน จะเห็นว่าไม่ต่างกันมาก
ด้วยอำนาจที่ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดลักษณะนี้ คุณชายสุขุมพันธุ์เองก็ต้องระวังพอสมควร เพราะอาจไม่ได้คุมเสียงข้าราชการ กทม.ได้เบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันฝ่ายตรงข้ามที่เฝ้าจับตาการทำงานอยู่ก็มีจำนวนมาก”
ไชยันต์เชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่า ถึงอย่างไรสุขุมพันธุ์ก็นอนมา โดยประเมินจากฐานเสียงของ ปชป.เดิมที่ได้มากกว่า 9 แสนคะแนน ตั้งแต่ อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม.ครั้งแรก เมื่อปี 2547 ขณะที่ผู้สมัครอิสระอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช หรือ สุหฤท สยามวาลา ต่างก็จืดชืดมากเกินกว่าที่จะให้ใครไปลงคะแนนให้
เขายอมรับว่า คะแนนของ พงศพัศ ที่มากถึง 1 ล้านเสียงนั้น อาจเกิดจากการเลือกใช้มุขหาเสียง “เผาบ้านเผาเมือง” ที่ ปชป.ทำมาโดยตลอด แต่ก็ไม่หมายความว่าจะใช้มุขนี้ไปได้ตลอด ด้วย 1 ล้านเสียงของเพื่อไทยคราวนี้สะท้อนว่า ครั้งต่อไป กทม.อาจไม่ใช่ฐานที่มั่นของ ปชป.อีกต่อไป และ สส.เขตที่เคยครองพื้นที่เดิมนั้น คงได้หนาวๆ ร้อนๆ กันบ้าง







