
ยุทธศาสตร์ถูกทางต้านผูกขาดประเทศไทย
ผลเลือกตั้งออกมาแบบหักปากกาโพลอีกครั้ง เมื่อ “ประชาธิปัตย์” ยังสามารถรักษาฐานที่มั่นสำคัญอย่างพื้นที่ กทม.ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ผูกขาดเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ไว้ได้ต่อเป็นสมัยที่ 4
ผลเลือกตั้งออกมาแบบหักปากกาโพลอีกครั้ง เมื่อ “ประชาธิปัตย์” ยังสามารถรักษาฐานที่มั่นสำคัญอย่างพื้นที่ กทม.ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ผูกขาดเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ไว้ได้ต่อเป็นสมัยที่ 4
แม้จะเป็นชัยชนะที่ทำลายสถิติคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ทุกครั้งที่ผ่านมา 1.2 ล้านเสียง แต่ก็เป็นชัยชนะที่ไม่อาจประมาท เมื่อคู่แข่งสำคัญอย่าง “เพื่อไทย” ค่อยๆ รุกคืบมาแซะฐาน กทม.แบบหายใจรดต้นคอ
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องสรุปบทเรียนเพื่อนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์สนามใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้า
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ผลเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ประเมินแล้วคะแนนที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะได้คะแนนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ส่วนคะแนนของพรรคเพื่อไทยหากเทียบกับครั้งที่แล้ว ซึ่งรวมกันระหว่าง ยุรนันท์ ภมรมนตรี และ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล คะแนนก็จะใกล้เคียงคะแนนที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ได้ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ยุทธศาสตร์” ที่พรรคประชาธิปัตย์วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นหาเสียงทำมาถูกทาง ทั้งเรื่องการทำแล้วจะทำต่อคือแสดงให้เห็นผลงานที่พรรคได้ดำเนินการในช่วงบริหารงานหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งที่กำลังจะทำต่อไป
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ที่ถือเป็นความผิดพลาดของเพื่อไทย คือการเสนอเรื่อง “ไร้รอยต่อ” ที่เป็นการสะท้อนถึงการกินรวบ ผูกขาดประเทศไทย นั่นแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้มีคนมาคอยตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาล ดังนั้นจุดนี้จะต้องนำไปปรับใช้ในสนามใหญ่ต่อไป
ส่วนประเด็นเรื่องความนิยมสะท้อนผ่านผลโพลของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ กทม.ที่แพ้เพื่อไทยตั้งแต่โค้งแรกยันโค้งสุดท้ายนั้น พิจารณาได้ 2 แนวทางคือ 1.เป็นความผิดพลาดของโพลที่ผิดพลาดมาเมื่อสองครั้งตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องไปดูรายละเอียดว่าผิดพลาดเพราะอะไร และจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร 2.เป็นไปตามที่โพลระบุตั้งแต่แรก แต่ประชาธิปัตย์วางยุทธศาสตร์ถูกต้องดังที่กล่าวมา จนสามารถค่อยๆ ทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้ ซึ่งนี่จะต้องนำไปพิจารณากันอย่างละเอียดอีกครั้ง
แม้จะไม่สามารถถอดบทเรียนนำไปใช้กับการเลือกตั้งสนามใหญ่ได้หมด แต่ก็สามารถที่จะนำไปปรับใช้วางยุทธศาสตร์ไปสู่สนามใหญ่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? n
ทีมข่าวการเมือง
ผลเลือกตั้งออกมาแบบหักปากกาโพลอีกครั้ง เมื่อ “ประชาธิปัตย์” ยังสามารถรักษาฐานที่มั่นสำคัญอย่างพื้นที่ กทม.ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ผูกขาดเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ไว้ได้ต่อเป็นสมัยที่ 4
แม้จะเป็นชัยชนะที่ทำลายสถิติคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ทุกครั้งที่ผ่านมา 1.2 ล้านเสียง แต่ก็เป็นชัยชนะที่ไม่อาจประมาท เมื่อคู่แข่งสำคัญอย่าง “เพื่อไทย” ค่อยๆ รุกคืบมาแซะฐาน กทม.แบบหายใจรดต้นคอ
นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องสรุปบทเรียนเพื่อนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์สนามใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้า
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ผลเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ประเมินแล้วคะแนนที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะได้คะแนนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ส่วนคะแนนของพรรคเพื่อไทยหากเทียบกับครั้งที่แล้ว ซึ่งรวมกันระหว่าง ยุรนันท์ ภมรมนตรี และ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล คะแนนก็จะใกล้เคียงคะแนนที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ได้ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ยุทธศาสตร์” ที่พรรคประชาธิปัตย์วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นหาเสียงทำมาถูกทาง ทั้งเรื่องการทำแล้วจะทำต่อคือแสดงให้เห็นผลงานที่พรรคได้ดำเนินการในช่วงบริหารงานหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งที่กำลังจะทำต่อไป
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ที่ถือเป็นความผิดพลาดของเพื่อไทย คือการเสนอเรื่อง “ไร้รอยต่อ” ที่เป็นการสะท้อนถึงการกินรวบ ผูกขาดประเทศไทย นั่นแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้มีคนมาคอยตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาล ดังนั้นจุดนี้จะต้องนำไปปรับใช้ในสนามใหญ่ต่อไป
ส่วนประเด็นเรื่องความนิยมสะท้อนผ่านผลโพลของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ กทม.ที่แพ้เพื่อไทยตั้งแต่โค้งแรกยันโค้งสุดท้ายนั้น พิจารณาได้ 2 แนวทางคือ 1.เป็นความผิดพลาดของโพลที่ผิดพลาดมาเมื่อสองครั้งตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องไปดูรายละเอียดว่าผิดพลาดเพราะอะไร และจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร 2.เป็นไปตามที่โพลระบุตั้งแต่แรก แต่ประชาธิปัตย์วางยุทธศาสตร์ถูกต้องดังที่กล่าวมา จนสามารถค่อยๆ ทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้ ซึ่งนี่จะต้องนำไปพิจารณากันอย่างละเอียดอีกครั้ง
แม้จะไม่สามารถถอดบทเรียนนำไปใช้กับการเลือกตั้งสนามใหญ่ได้หมด แต่ก็สามารถที่จะนำไปปรับใช้วางยุทธศาสตร์ไปสู่สนามใหญ่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?







