posttoday
คนป่วยแห่งอินดดจีน

คนป่วยแห่งอินดดจีน

03 มีนาคม 2556

ในสมัยก่อนครั้งที่ “ผู้มีวัฒนธรรมดี” ครองเมือง คำที่ผวนแล้วมีความหมายหยาบคายท่านว่าห้ามใช้ อย่างเรามีสัตว์เลี้ยง

ในสมัยก่อนครั้งที่ “ผู้มีวัฒนธรรมดี” ครองเมือง คำที่ผวนแล้วมีความหมายหยาบคายท่านว่าห้ามใช้ อย่างเรามีสัตว์เลี้ยง

“แปดตัว” ท่านให้เรียกว่า “4 คู่” หรือ “ผักบุ้ง” ท่านให้เรียกว่า “ผักทอดยอด” และ “คนป่วย” ต้องเรียกว่า “ผู้ป่วย” หรือ “คนไข้” ซึ่งท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกอาการอย่างนี้ว่า “ดัดจริต” ผู้เขียนจึงยืนยันใช้คำว่า “คนป่วย” ด้วยความจริงใจ

เพราะคนป่วยคนนี้ก็คือประเทศไทย โรคที่ป่วยก็คือ “โรคขาดแคลนพลังงาน” เหมือนโรคกระดูกขาดแคลเซียม หากเปรียบประเทศเป็นร่างกายมนุษย์ที่แข็งแรงตั้งลำตัวอยู่ได้เพราะมีกระดูกเป็นโครงสร้าง โดยที่กระดูกมีแคลเซียมเป็นธาตุประกอบอันสำคัญ เปรียบกับประเทศไทยแล้วแคลเซียมนี้ก็คือ “พลังงาน” ซึ่งพลังงานที่ใช้มากที่สุดก็คือ “ไฟฟ้า” และไฟฟ้าที่ใช้อยู่กว่าครึ่งหนึ่งต้องใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาผลิต

อีก 1 ใน 4 ต้องซื้อจากเพื่อนบ้านโดยเฉพาะลาว และที่เหลือเราผลิตเองจากเขื่อนเก่าๆ ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ รวมทั้งพลังงานทดแทน เช่น แดด ลม และก๊าซชีวภาพ ก็มีเพียง 2–3% ดังนั้นหากวันใดที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติหมดลง ประเทศนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เป็นอัมพาต ที่สุดอาจจะอ่อนแอจนติดเชื้อและหมดลมหายใจ

การที่เราต้องเป็นคนป่วยแห่งอินโดจีน ก็เพราะประเทศไทยเราดูจะอ่อนแอที่สุดหรือ “ขี้โรค” ที่สุดเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงานในภูมิภาคอินโดจีนนี้ ที่ประกอบด้วย พม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และไทย (ความจริงน่าจะอ่อนแอที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ก็ยังมีประเทศฟิลิปปินส์ที่แย่กว่าเราในอีกหลายๆ เรื่อง ตำแหน่งคนป่วยแห่งอาเซียนจึงตกเป็นของฟิลิปปินส์ อย่างที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในสื่อต่างประเทศเมื่อหลายวันก่อนนี้) สาเหตุก็คือ

ประการแรก วัฒนธรรมหลักของไทย คือ วัฒนธรรมที่แสวงหาความสุขสบาย เน้นชีวิตและกิจกรรมที่สนุกสนาน ดังนั้นจึงมีความรู้สึก “ค่อนข้างช้า” ต่อวิกฤตต่างๆ คล้ายๆ กับว่าไม่ค่อยจะยอมรับในความทุกข์ยากต่างๆ ที่เกิดขึ้น (ปราชญ์บางท่านถึงกับกล่าวว่า ถ้าพระพุทธเจ้ามาเกิดที่เมืองไทยอาจจะไม่สามารถตรัสรู้ได้ เพราะมองไม่เห็น “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ซึ่งต่างกับอินเดียที่มีสภาพ “สุดๆ” ในสิ่งเหล่านี้อยู่ทั่วไป) สำหรับคนไทยการขาดแคลนพลังงานจึงยังไม่ใช่เรื่องใหญ่

คนป่วยแห่งอินดดจีน

 

ประการต่อมา ผู้มีอำนาจที่ปกครองดูแลคนไทยมาทุกยุคทุกสมัยต่างก็พยายาม “ป้อนความสุข” ให้กับคนไทยจนสำลัก การใช้พลังงานไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เพราะพลังงานคือทรัพยากรที่จะขับเคลื่อนการบริโภคของผู้คนได้ดีที่สุด ทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค การสื่อสารและความบันเทิง ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอันมหาศาล จึงเป็นไปได้ยากที่จะให้ทุกคนมาประหยัด เพราะนั่นก็เท่ากับขัดแย้งกับกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ

อีกประการหนึ่ง ที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นประการที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การประหยัดพลังงานในประเทศไทยไม่ได้ผลก็คือ ธุรกิจพลังงาน คือ ธุรกิจที่หล่อเลี้ยงกลุ่มผู้มีอำนาจทุกกลุ่มในประเทศนี้ ธุรกิจพลังงาน คือ ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ การขึ้นลงของหุ้นพลังงานมีผลต่อกำไรของธุรกิจเหล่านี้ ซึ่งมีความต่อเนื่องเป็นวงจรขนาดใหญ่ ทั้งการก่อสร้าง การคมนาคมขนส่ง การผลิต การอุตสาหกรรม การบริการ

รวมถึงการเกษตรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาตินั้นด้วย จึงเป็นไปได้ยากที่ผู้มีอำนาจจะทำให้ธุรกิจนี้ “หดตัว” อันหมายถึงพลังทางธุรกิจที่หดหายซึ่งจะส่งผลต่ออำนาจทางการเมืองที่มีอยู่นั้นด้วย ดังนี้ประชาชนจึงต้องถูกมอมเมาให้อยู่ในความฟุ่มเฟือยทางพลังงานต่อไป

ขณะนี้มีข้อมูลว่าหากพลโลกยังใช้พลังงานในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ มีการประมาณการกันว่าพลังงานน้ำมันและก๊าซน่าจะมีเหลือใช้ได้ไม่เกิน 60 ปี และสำหรับประเทศไทยที่เราขุดมาใช้จากอ่าวไทยก็จะมีเหลือใช้แค่ไม่เกิน 20 ปี (บางท่านว่าแค่ 10 ปีเท่านั้น) ขณะนี้เราต้องซื้อก๊าซจากพม่าและมาเลเซีย (ในอนาคตอันใกล้ก็จากเขมรที่มีคนไทยไปแอบเจรจาไว้แล้ว)

รวมทั้งที่ซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนต่างๆ ของลาว มองไปแล้วประเทศไทยก็เป็นเหมือนคนป่วยที่ต้องต่อท่อน้ำเกลือและสายยางนำอาหารมาหล่อเลี้ยงร่างกายจากประเทศเพื่อนบ้าน วันใดหากประเทศเหล่านี้ตัดท่อน้ำเกลือและสายยางนำอาหาร (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดหรือไม่มีเหตุผลก็ตามที) เราก็คงจะรักษาสภาพประเทศไทยให้เป็นผู้เป็นต่อไปได้ นับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งและเป็นไปได้ในอนาคต

ดังนั้น วิธีสู้กับปัญหาดังกล่าว ไม่ใช่เพียงแต่จะต้องหาแหล่งป้อนน้ำมันและก๊าซจากที่อื่นมาเพิ่ม (ซึ่งก็จะต้องแพงขึ้นเรื่อยๆ) ก็ต้องพยายามรักษาสัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้านของเราไว้ให้ดี (แม้จะต้องไปกินไก่ย่างในบ้านเขาอย่างที่บิ๊กโอ๋ไปมาเมื่อวันก่อนนั้น) แต่ที่น่าจะดีที่สุดก็คือเราต้องช่วยตัวเอง แสวงหาและส่งเสริมให้ผู้คนผลิตและใช้พลังงานทดแทน ซึ่งเท่าที่ผ่านมารัฐบาลดูจะไม่เร่งเร้าในเรื่องนี้มากนัก (ด้วยเหตุผล 3 ประการที่กล่าวไว้ก่อนนี้)

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบในการที่รัฐบาลจะกู้เงินในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อมาใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานจำพวกทางหลวง ทางรถไฟ (ทั้งรางคู่และรถไฟความเร็วสูง) และการคมนาคมทั้งทางน้ำทางอากาศ ที่ผู้เขียนเห็นด้วยแค่ระบบรถไฟรางคู่ ถ้าเป็นไปได้อยากจะขอแบ่งมาสัก 1 ล้านล้านบาท มาใช้ในโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในครัวเรือนสักครึ่งประเทศ (ที่ทั้งประเทศมีราว 20 ล้านครัวเรือน) 10 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 1 แสนบาท (ต้นทุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ต่อหลังสำหรับใช้ได้ 1 ครอบครัว เมื่อราวๆ 10 ปี ที่ผู้เขียนเคยอ่านพบอยู่ประมาณหลังละ 5–6 หมื่นบาท) ก็จะทำให้เราลดการสั่งซื้อพลังงานลงได้มาก

ที่สำคัญคือยั่งยืนไปตลอดอายุเป็นสิบๆ ปีของโซลาร์เซลล์นั้นด้วย อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะมีวิสัยทัศน์และจริงจัง (จริงใจ) ในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะผลประโยชน์จากธุรกิจพลังงานที่เคย “เสพสุข” กันมาจะต้องถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าคำว่า “คนป่วยแห่งอินโดจีน” มีที่มาที่ไปอย่างไร ก็ขออธิบายว่า นอกจากจะนำมาอธิบายถึงความอ่อนแอในเรื่องพลังงานที่ไทยดูจะแย่ที่สุดในแถบอินโดจีนอย่างที่บรรยายมาข้างต้นนี้แล้ว ก็เป็นคำที่ติดหัวผู้เขียนมาตั้งแต่ครั้งที่เรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว คือคำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” ซึ่งหมายถึงประเทศจีนในปลายสมัยราชวงศ์ชิง (ยุคที่พระนางซูสีไทเฮามีอำนาจเหนือฮ่องเต้นั่นแหละ)

ทั้งนี้ เพราะมีความแตกแยกภายในประเทศ กระทั่งถูกรุกรานจากชาติมหาอำนาจภายนอกจนสูญเสียอธิปไตย รวมทั้งญี่ปุ่นก็เคยครองประเทศจีนต่อมาในยุคนี้ สื่อฝรั่งก็เคยเรียกประเทศไทยในช่วงที่เรามีความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อ 3–4 ก่อนว่า The Sick Man of Asia เหมือนกัน

ส่งท้ายบทความวันนี้ ด้วยการฝากอนาคตของคนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไว้กับคน กทม.ด้วยกัน ว่า ก่อนที่ท่านจะไปกาและหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันนี้นั้น ผู้เขียนขอฝาก “ข้อคิด” เลียนแบบกาลามสูตรในชื่อว่า “กอทอมอสูตร” ดังนี้

หนึ่ง อย่าเลือกเพราะท่านอยากได้คนที่ท่านรู้จัก สอง อย่าเลือก เพราะมีคนแนะนำมาว่าควรเลือก สาม อย่าเลือกเพราะเขามีพระคุณ หรือเคยช่วยเหลือท่านเป็นการส่วนตัว สี่ อย่าเลือกเพราะเขาดูเก่งกาจ ฉลาดเฉลียว น่าเชื่อถือ ห้า อย่าเลือกเพราะเขาดูดีเด่นดังน่าคลั่งไคล้ หก อย่าเลือกเพราะเขามีวาทศิลป์หรือแสดงบทบาทดี เจ็ด อย่าเลือกเพราะเขามีนโยบายหรือการกล่าวอ้างที่ถูกใจ แปด อย่าเลือกเพราะคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนที่ใช่และดีที่สุด เก้า อย่าเลือกเพราะเอาใจช่วยอยากให้คนนั้นคนนี้ชนะ และสิบ อย่าเลือกเพราะว่าไม่รู้ว่าจะเลือกใครหรือไม่มีทางเลือก

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท