posttoday
จุดพลุถ่านหินทดสอบแรงต้าน

จุดพลุถ่านหินทดสอบแรงต้าน

03 มีนาคม 2556

แม้ว่ารัฐบาล โดย พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน จะออกมาแสดงความเบาใจ ว่าในวันที่ 5 เม.ย.นี้

แม้ว่ารัฐบาล โดย พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน จะออกมาแสดงความเบาใจ ว่าในวันที่ 5 เม.ย.นี้

ซึ่งเป็นวันแรกที่แหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาที่พม่าจะหยุดจ่ายก๊าซให้ประเทศไทยเพื่อซ่อมแท่นขุดเจาะประจำปี จะไม่มีปัญหาไฟฟ้าดับแน่นอนแล้ว เพราะการรณรงค์ให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้ผล

แต่ควันหลงจากข้อมูลที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านั้น เกี่ยวกับสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าถึง 70% ก็ยังไม่จางหายไป เพราะไปกระตุ้นให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องรีบออกมาเร่งให้รัฐบาลวางแผนกระจายการใช้เชื้อเพลิง นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเรื่องไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าตกอีก

ด้าน พงษ์ศักดิ์ รมว.พลังงาน จึงใช้โอกาสนี้ ออกมาประกาศว่า ถึงเวลาที่ต้องทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 ฉบับปรุงครั้งที่ 3 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายต้องลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า จากปัจจุบัน 70% เหลือ 45%

และหันไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ทดแทน โดยเฉพาะการใช้ถ่านหินที่จะเพิ่มจาก 18% เป็น 20% เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพมากที่สุด พร้อมๆ ไปกับเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงจากพลังน้ำและรับซื้อไฟต่างประเทศจาก 10% เป็น 15% และพลังงานทดแทน 20%

จุดพลุถ่านหินทดสอบแรงต้าน

 

ที่ผ่านมา แผนผลิตไฟฟ้าของประเทศมีการทบทวนเป็นประจำทุก 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเป็นการจัดทำแผนระยะ 20 ปีข้างหน้า เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2553 สิ้นสุดปี 2573 ปัจจัยแวดล้อมที่จะมีผลต่อแผนพีดีพี จึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการขายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าใหม่ทำได้ตรงตามแผนแค่ไหน

โดยข้อเท็จจริง แนวคิดของ รมว.พลังงาน ที่สนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นนั้น หากมองในแค่เสถียรภาพด้านพลังงาน คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธแนวทางนี้ เพราะถ่านหินนั้นสามารถสำรองไว้ได้นาน 3-6 เดือน แต่ปัญหาก็คือ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะปัญหาการสร้างมลพิษของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ยังเป็นภาพหลอนอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ กฟผ. จะมีการสร้างสภาพแวดล้อมบริเวณโรงไฟฟ้าให้ดีขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม

ภาพหลอนจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะนี้เอง ที่ทำให้เกิดกระแสการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ การเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) รอบแรก มีผู้ได้ใบอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 ราย คือ บริษัทกัลฟ์ อิเล็คตริก มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก และบริษัท ยูเนี่ยนพาวเวอร์ สร้างโรงไฟฟ้าหินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ก็ถูกกลุ่มมวลชนในพื้นที่คัดค้านอย่างหนัก จนการก่อสร้างยืดเยื้ออยู่หลายปี และท้ายสุดต้องล้มเลิกโครงการและย้ายพื้นที่ไปตั้งที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นก๊าซธรรมชาติ

แรงต่อต้านที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ทำให้กระทรวงพลังงานไม่มั่นใจกับความเป็นไปได้กับการเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยในระยะยาว จนกระทั่งมีการปรับแผนพีดีพีฉบับปัจจุบัน กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เข้าระบบเพียง 4 แห่ง กำลังการผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ จากแผนพีดีพีเดิมปี 2553 กำหนดให้มี 9 แห่ง กำลังการผลิต 7,200 เมกะวัตต์

การจุดพลุสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มในครั้งนี้ พงษ์ศักดิ์ รมว.พลังงาน เชื่อว่าวิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นจากการหยุดจ่ายก๊าซของพม่ารอบนี้ น่าจะเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนต้องตระหนักถึงการผลิตไฟฟ้าของไทย ที่ไม่สามารถพึ่งพาก๊าซผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงได้ จึงจำเป็นต้องให้เลือกเชื้อเพลิงชนิดอื่นที่มีความมั่นคงด้านพลังงานมาทดแทน โดยเฉพาะถ่านหิน แม้จะถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่หลายครั้งก็ตาม

สำหรับแผนผลิตไฟฟ้า ที่กำหนดให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 แห่ง แห่งละ 1,000 เมกะวัตต์นั้น รมว.พลังงาน ต้องการให้ กฟผ. สร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรก จะเกิดขึ้นที่ จ.กระบี่

ซึ่งก็ต้องรอลุ้นกันว่า หลังจากสร้างกระแสไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าตก จากการใช้ก๊าซธรรมชาติสำเร็จแล้ว รัฐบาลจะฝ่าด่านกระแสการต่อต้านของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้หรือไม่

เพราะโอกาสที่รัฐบาลอาจต้องเสี่ยงกับการรวมตัวกับ “กลุ่มคนไม่เอาถ่าน” นั้น มีสูงอย่างยิ่ง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท