posttoday
ไม่เขียนไม่ได้

ไม่เขียนไม่ได้

01 มีนาคม 2556

จะถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่เขียนเรื่องนี้ก็ดูจะหลุดโลกไป ผมยังเชื่อเหมือนเดิมว่า การชิงชัยการเมืองท้องถิ่นครั้งนี้มิได้เป็นเรื่องท้องถิ่นมากเท่ากับเป็นประเด็นความขัดแย้งการเมืองระดับชาติ ฝ่ายเพื่อไทยก็ทุ่มสุดตัวหวังชิงฐานเสียงกรุงเทพฯ มาครอบครองเพื่อการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป และจะถือเป็นชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากที่ได้ชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไปในภูมิภาคต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544

จะถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไม่เขียนเรื่องนี้ก็ดูจะหลุดโลกไป ผมยังเชื่อเหมือนเดิมว่า การชิงชัยการเมืองท้องถิ่นครั้งนี้มิได้เป็นเรื่องท้องถิ่นมากเท่ากับเป็นประเด็นความขัดแย้งการเมืองระดับชาติ ฝ่ายเพื่อไทยก็ทุ่มสุดตัวหวังชิงฐานเสียงกรุงเทพฯ มาครอบครองเพื่อการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป และจะถือเป็นชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากที่ได้ชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไปในภูมิภาคต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544

ถ้าทำใจเป็นกลาง จะเห็นได้ว่า ความหวังเช่นนี้ ไม่ผิดปกติ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก็หวังเช่นนี้ รวมทั้งประชาธิปัตย์ด้วย แต่หลักของการเมืองท้องถิ่นคือความเป็นอิสระและมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างจากรัฐบาลกลาง มิฉะนั้นแล้ว คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศจะเลือกตั้ง 2 แบบไปทำไม?

แบบแรกคือ การเลือกตั้งทั่วไป โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนที่เราเลือกไปทำงานระดับชาติ แบบที่ 2 คือ การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนที่เราเลือกไปดูแลท้องถิ่น ดังนั้นหากพรรคระดับชาติมุ่งส่งคนของตนชิงชัยผู้ว่ากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเมืองท้องถิ่น พรรคก็ต้องยอมรับความเป็นอิสระของคนของตน หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. นั่นคือ ผู้ว่าฯ กทม.มีหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ หรือทำหน้าที่หาเสียงให้พรรคของตนในเวทีการเมืองระดับชาติ

ยามที่มีการรณรงค์หาเสียงการเมืองระดับชาติในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องวางตัวเป็นกลางและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สมัครและประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าผู้สมัครจากเพื่อไทยในขณะนี้จะสามารถมีความเป็นอิสระ ยิ่งพรรคทุ่มทรัพยากรทุกอย่างให้กับผู้สมัครของตนในแบบ “ไร้รอยต่อ” มากเท่าไรนั่นคือ สัญญาว่าจะเชื่อมโยงการบริหารจัดการทรัพยากรระดับกระทรวง ทบวง กรม (ซึ่งเป็นกลไกระดับชาติ)“ผู้ว่าฯ พท.” ก็จะยิ่งถูกผูกมัดให้ทำงานภายใต้อาณัติของพรรคมากขึ้นเท่านั้น

อีกทั้งตัวผู้สมัครจาก พท.ซึ่งยังเป็นตำรวจ ไม่เคยมีบทบาทโดดเด่นในแง่ของความเป็นตัวของตัวเองในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ซึ่งผิดกับผู้สมัครที่เป็นอดีตตำรวจบางคนที่มีภาพลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเองมาโดยตลอด) ก็ยากที่จะเปลี่ยนจากวัฒนธรรมองค์กรตำรวจมาเป็นนักการเมืองที่อิสระได้รวดเร็ว ไม่แน่ใจว่ายามเกิดวิกฤต ต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ กับผลประโยชน์ของพรรค เขาจะสามารถยืนหยัดเพื่อคนกรุงเทพฯ ได้แค่ไหน? เมื่อพูดถึงความอิสระ ผู้สมัคร ปชป.มีภาพลักษณ์โดดเด่น คน ปชป.ได้ชื่อเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีฉายาฤาษีเลี้ยงลิง (ลิงกัดกัน) และลืมไม่ได้ว่า ผู้สมัคร ปชป. อดีตเป็นนักวิชาการชั้นนำ เข้าใจหลักการการเมืองท้องถิ่นดี ยามเกิดวิกฤตน้ำท่วมประเทศ เขาก็กล้าหาญ (และอาจจะบ้าในสายตาของคนที่ไม่เข้าใจหลักการเมืองท้องถิ่น) พอที่จะประกาศออกมาว่า เขามิได้มีหน้าที่ดูแลคนทั้งประเทศ แต่เขามีหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น

ดังนั้น หากรัฐบาลจะให้ปล่อยน้ำเข้ากรุงเทพฯ ก็มิใช่มาโจมตีการปกป้องกรุงเทพฯ ของเขา แต่ต้องประกาศใช้กฎหมายที่ใหญ่กว่าในอันที่จะสามารถรุกเข้าไปในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้ ขณะเดียวกันในช่วงวิกฤตการเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนเดียวกันนี้ก็วางตัวเป็นกลางและทำหน้าที่เป็นพ่อเมืองอย่างที่เรียกได้ว่า “พท.ว่าไม่ได้ ปชป.ยังเขม่น” นั่นเป็นจุดขายของผู้สมัคร ปชป. ถ้าจะมี!

ขณะที่พรรค พท.ทุ่มสุดตัวตามแนว “ไร้รอยต่อ” พรรค ปชป.ก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกัน โดยชี้ให้เห็นว่า อาการไร้รอยต่อนี้คือ การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ และเลยเถิดไปดึงปัญหาความขัดแย้งการเมืองระดับชาติมาเล่นในระดับท้องถิ่น นั่นคือประเด็นเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะหน้า หรือพูดอย่างไม่เกรงใจคือเป็นการมองอะไรอย่างคนสายตาสั้น เห็นแต่ใกล้ๆ การดึงเอาประเด็นดังกล่าวมาใช้อาจสัมฤทธิผลกว่าคราวเลือกตั้งระดับชาติวันที่ 3 ก.ค. 2554 เพราะตอนนั้น ปชป.เป็นรัฐบาลมาก่อน

มาคราวนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นมาปีกว่า อีกทั้งผู้คนของพรรคก็แสดงแสนยานุภาพต่างๆ นานา อาจส่งผลทางจิตวิทยาต่อคนกรุงเทพฯ ได้ ทำให้คนกรุงเทพฯ ที่กลัวตาม ปชป.ตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ปชป. เพียงเพราะไม่อยากอยู่ใต้การปกครองเบ็ดเสร็จของ พท. แต่ระยะยาวหากผู้ว่าฯ กทม.เป็นของ ปชป.จริงๆ ผู้ว่าฯ กทม.คนนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งของการเมืองระดับชาติต่อไปอีก 4 ปี!

จากประเด็นนี้ทำให้ผู้สมัครอิสระบางคนเล็งเห็นและรณรงค์ “อิสระจากพรรคการเมือง” นั่นคือชวนให้ก้าวข้าม “ศึกพรรคชิง กทม.” แม้ว่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่น่าเสียดายที่นโยบายอื่นๆ ของผู้สมัครท่านนี้ไม่โดน ดูจืดๆ ชืดๆ ชอบกล สุดท้ายคือผู้สมัครอิสระที่ดูจะมีนโยบายที่ไม่เน้นลดแลกแจกแถม แต่ต้องการจัดระเบียบ “คืนทางเท้า” และชวนให้คนกรุงเทพฯ มาร่วมกันบริหารจัดการ เพราะจะว่าไปแล้วปัญหาส่วนใหญ่ของเราก็เกิดจากความมักง่ายไร้ระเบียบของเราเองนั่นแหละ แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าหากเขาไม่ได้คะแนนเสียงท่วมท้น เขาจะรับมือกับเสือสิงห์กระทิงแรดที่เป็นข้าราชการกรุงเทพฯ และบรรดา สก. สข. ที่เขาไม่เคยมีฐานเสียงเลยอย่างไร?

ที่สำคัญต้องไปใช้สิทธิกัน ที่ผ่านมาใช้สิทธิเพียง 52% หากออกมากันมากที่สุด ความชัดเจนจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็สามารถเป็นจุดเปลี่ยนกรุงเทพฯ ของเรา แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เขาย่อมยินดีรับใช้พี่น้อง กทม.ทุกคน และได้โปรดอย่างเกี่ยงงอน แต่ควรใช้งานเขาให้หนัก!

หากพื้นที่บนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่พอ ช่วยใส่ข้อความในวงเล็บข้างล่างนี้ในออนไลน์ด้วยครับ

(ส่วนหนึ่งของงานวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2555 ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง “การพัฒนาระบอบการเมืองประชาธิปไตยเพื่อความเป็นธรรมและเสมอภาคในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” (HS1068A) สนับสนุนโดย สกอ. ต.ค. 2554-ก.ย. 2555)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท