
ดับไฟใต้
นับเป็นประเด็นร้อนที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งนับเป็นการปูทางการเจรจาสันติภาพเป็นครั้งแรก ภายหลังจากสถานการณ์ความรุนแรงยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 ราย
นับเป็นประเด็นร้อนที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายหลังจากที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งนับเป็นการปูทางการเจรจาสันติภาพเป็นครั้งแรก ภายหลังจากสถานการณ์ความรุนแรงยืดเยื้อนานกว่า 10 ปี และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 ราย
รอยเตอร์ส รายงานอ้างแอนโธนี เดวิส นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของ ไอเอชเอสเจนส์ บริษัทให้บริการข่าวกรอง แสดงความเห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
“การลงนามดังกล่าว มีความแตกต่างกับครั้งก่อนหน้า เนื่องจากเป็นความเคลื่อนไหวที่มีพันธะผูกพันทางกฎหมายระหว่างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบและรัฐบาล ที่สะท้อนให้เห็นว่า ต่อจากนี้ไปจะมีการเดินหน้าเจรจากันอย่างเต็มที่” เดวิส กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากไอเอชเอสเจนส์ ออกโรงเตือนว่า การลงนามครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาความขัดแย้งจะยุติลงในทันที ดังนั้น ทั้ง 2 ฝ่าย จึงต้องเร่งเดินหน้าเจรจากันอย่างต่อเนื่องตามพันธะสัญญาที่มี เพื่อบรรเทาปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ให้ได้โดยเร็วที่สุด
รายงานระบุอีกว่า การลงนามครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศมาเลเซีย ในฐานะ “ผู้สร้างสันติภาพในภูมิภาค” ได้เป็นอย่างดี ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมาเลเซีย สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์ และกลุ่มกบฏเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว
นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สื่อต่างประเทศ ยังให้ความสนใจเกี่ยวกับข่าวของ ประจบ เนาวโอภาส หรือ “ผู้ใหญ่จบ” อายุ 43 ปี แกนนำต่อต้านกลุ่มนายทุนที่ลักลอบนำขยะสารพิษเข้ามาทิ้งในพื้นที่ จนเกิดปัญหาขัดแย้งและนำไปสู่การถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ เปิดเผยรายงานแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ว่าสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลไทย ในการปกป้องชีวิตของนักเคลื่อนไหว ที่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม
“เหตุลอบสังหารผู้ใหญ่จบอย่างเลือดเย็น นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า พื้นฐานการทำงานของรัฐบาลไทยล้มเหลว เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถปกป้องกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องความเป็นอยู่ของชุมชนของตัวเองได้” แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มฮิวแมนไรต์สวอตช์ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มฮิวแมนไรต์สวอตช์ ออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการนำตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสังหารครั้งนี้มาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือความเกี่ยวเนื่องกับการเมืองของผู้ลงมืออีกด้วย
ทั้งนี้ ฮิวแมนไรต์สวอตช์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2544 มีนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและเพื่อสิ่งแวดล้อมในไทยถูกฆ่าไปกว่า 30 คน ทว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกดำเนินคดีไม่ถึง 1 ใน 5 คดีที่เกิดขึ้นเลย







