
หนี้ครัวเรือนและไทยแฮมเบอร์เกอร์ที่น่ากลัว
ยังจำโรคแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐได้ไหม? เกิดขึ้นก็เพราะ “หนี้ครัวเรือน” ที่ปล่อยให้คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง ซื้อบ้าน ดอกเบี้ย 0% ไม่ต้องจ่าย 5 ปีแรก จนเกิด “ตลาดเก็งกำไร” เต็มประเทศ พอครบกำหนดจ่ายหนี้คืนไม่ได้ก็ล้มกันเป็นโดมิโน จากหนี้เสียครัวเรือน หรือ Household Debt กระทบมายังบริษัทไฟแนนซ์ และต่อไปจนถึงธนาคารขนาดใหญ่ล้ม ตลาดรองที่อยู่อาศัยชื่อ Fannie Mae ขาดทุนมากมาย
ยังจำโรคแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐได้ไหม? เกิดขึ้นก็เพราะ “หนี้ครัวเรือน” ที่ปล่อยให้คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง ซื้อบ้าน ดอกเบี้ย 0% ไม่ต้องจ่าย 5 ปีแรก จนเกิด “ตลาดเก็งกำไร” เต็มประเทศ พอครบกำหนดจ่ายหนี้คืนไม่ได้ก็ล้มกันเป็นโดมิโน จากหนี้เสียครัวเรือน หรือ Household Debt กระทบมายังบริษัทไฟแนนซ์ และต่อไปจนถึงธนาคารขนาดใหญ่ล้ม ตลาดรองที่อยู่อาศัยชื่อ Fannie Mae ขาดทุนมากมาย
อาการโรคแฮมเบอร์เกอร์จะค่อยๆ เกิดสะสมมากเข้า และแสดงผลประมาณ 35 ปี สหรัฐเลือกวิธีแก้ คือ ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบ เรียกว่า คิวอี 123 และ 4 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่หาย
เมืองไทยขณะนี้ดูเหมือนจะลืมโรคต้มยำกุ้งที่เกิดเมื่อปี 2540 ระบาดจากเมืองไทยไปทั่วภูมิภาค และไม่นานก็ไปสู่สหรัฐ
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ระเบิดในปี 2551 จึงน่าจะเป็นบทเรียนเท่าที่ควรให้กับทั้งรัฐบาล เอกชน ธุรกิจเอกชน รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาพูดเรื่องเดียวกันว่า “ไม่เห็นจะเป็นปัญหา” ซึ่งก็เหมือนกับสหรัฐในปี 2545 สมัยประธานาธิบดี บุช ก็พูดว่าไม่เห็นจะเป็นปัญหา แต่ในที่สุดก็เกิดปัญหา และโรคแฮมเบอร์เกอร์อาจวนกลับมาสู่เมืองไทยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะมีลักษณะเพิ่มขึ้น คือ เกิด “หนี้เสีย” จากเงินกู้สถาบันการเงิน กับหนี้เสียจาก “นันแบงก์” (NonBank) พร้อมกัน
หนี้เสียภาคครัวเรือนที่กำลังจะเกิดมากขึ้น มาจากการจับจ่ายฟุ่มเฟือยขึ้น ไม่ว่าจะซื้อบ้าน ซื้อรถ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นหนี้จากธนาคาร และที่จะเลวร้ายยิ่งขึ้น คือ จากนันแบงก์ ได้แก่ บัตรเครดิตต่างๆ ที่ห้างร้าน เอกชน ปล่อยกันเอง ไม่มีข้อมูลหรือเก็บข้อมูลผ่านระบบเครดิตบูโร คนไทยก็จะมีหนี้จากธนาคารบวกกับหนี้ที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยคนชั้นล่างเครดิตน้อยก็จะเป็นหนี้จากนันแบงก์มากมาย ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ไม่มีการควบคุม หรือป้องกันหนี้ประเภทนี้
ในปี 2555 ที่ผ่านมา สินเชื่อธนาคารโต 13% สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์โต 24% สินเชื่อรถยนต์โต 39% เอ็นพีแอล (หนี้ค้าง 3 เดือนถึง 1 ปี) ทั้งระบบประมาณ 5.7% โต 1520% ซึ่งนั่นเป็นตัวเลขของหนี้ในระบบผ่านธนาคารที่ ธปท. ดูแล แต่จากนันแบงก์ผ่านห้างร้าน สถาบันการเงิน อาทิ อิออนอีซี่บาย ไม่ปรากฏข้อมูล ซึ่งอันตรายยิ่ง ในขณะที่มีรายงานว่า ปี 2555 ธนาคารมีกำไรสูงมากถึง 21% และมีรายงานไม่ชัดเจนว่า กลุ่มนันแบงก์กำไรกว่า 3040%
หนี้ครัวเรือนกำลังเติบโตขึ้นทุกที สังคมบริโภคของไทยกำลังสนุกสนานกับระบบการเงินที่เงินกำลังท่วมโลก กู้ง่าย จ่ายคืนได้หรือไม่เป็นเรื่องอนาคต แล้วหนี้นั้นก็มีทั้งส่วนดีและส่วนร้าย ที่ดีก็คือ การเติบโต จะค้าขายต้องมีการกู้หนี้มาทำทุนและทำกำไร ทำให้เศรษฐกิจดี รายได้เพิ่มขึ้น ส่วนเสียก็มี คือ เป็นหนี้แล้วไม่สามารถจะใช้คืนได้จะล้มละลาย
หนี้ในโลกแยกได้เป็น 3 ชนิด คือ 1.หนี้ประเทศ ที่เรียกว่า หนี้สาธารณะ เอาเงินไปใช้ประชานิยมจนเกินเหตุประเทศที่พังมาแล้ว คือ กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี และในยุโรปปัจจุบัน ไทยก็เคยมีหนี้มาแล้วจนต้องกู้ไอเอ็มเอฟมาแก้ ขายทุกอย่างในประเทศเอาไปใช้หนี้ (ไทยเรามีหนี้ 50% ของจีดีพี)
2.หนี้บริษัทห้างร้าน กู้เกินเหตุ ใช้หนี้ไม่ได้ พังมาแล้วในปี 2540 คือโรคต้มยำกุ้ง ปัจจุบันระบบธนาคารของ ธปท. ควบคุมใกล้ชิด บริษัทยักษ์อสังหาริมทรัพย์เคยกู้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio: D/E Ratio) เป็น 56 เท่า ที่สุดก็เจ๊งไป ปัจจุบันจึงมีข้อปฏิบัติว่าไม่ควรปล่อยเกิน 12 เท่าเท่านั้น
3.หนี้ครัวเรือน อันนี้แหละที่พิษสงกำลังก่อตัวเหมือนโรคแฮมเบอร์เกอร์อย่างสหรัฐอเมริกา รัฐบาลเองก็สนับสนุน เชื่อว่าปั๊มเงิน 23 ล้านล้านบาทเข้าระบบ เศรษฐกิจจะโตเร็วกว่าหนี้ (เหมือนสหรัฐอเมริกาไม่มีผิด) คนไทยชั้นกลาง ชั้นล่าง มีหนี้ครัวเรือน 2 ประเภท คือ หนี้จากธนาคารที่มีการตรวจสอบพอสมควรจากเครดิตบูโร และหนี้นอกระบบธนาคารที่ไม่มีการตรวจสอบ
คนยิ่งจนยิ่งมีหนี้ประเภท 2 นี้มาก ยอมจ่ายดอกเบี้ยแพง แต่เป็นหนี้เสียง่ายกว่าประเภทแรก มิหนำซ้ำยังใช้บัตรเครดิต พนันฟุตบอล เก็งกำไรจองคอนโดไปขายใบจอง ซื้อของแพงผ่อนส่งมากอีกด้วย
จะทำอย่างไรดี? 1.ปล่อยให้ตลาดเสรีทำหน้าที่ทำโทษทั้งคนกู้และปล่อยกู้กันเอง รับรองเศรษฐกิจตกต่ำคงถามหาแน่ๆ 2.ควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ อย่างเช่นจีน บ้านหลังที่ 2 ต้องเงินดาวน์สูง ดอกเบี้ยสูงขึ้นเป็นขั้นบันได ด้านผู้ปล่อยกู้ถ้าหนี้เสีย 3 เดือนต้องสำรองหนี้ 100% และ 3.พบกันครึ่งทาง ทำทั้งควบคุมและป้องกัน ควบคุม คือ ธปท. ต้องคุมทั้งธนาคารและนันแบงก์ อย่าอ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. เพราะ ธปท.ต้องดูทั้งเสถียรภาพของเงินและมูลค่าของเงินทั้งระบบ อย่าปล่อยให้หน่วยอื่น กระทรวงอื่น เช่น กระทรวงพาณิชย์ ดูแลนันแบงก์
สำหรับผู้บริโภคที่มีแนวคิดเศรษฐกิจเสรี เชื่อว่าผู้บริโภคทุกคนจะต้องมีความโลภและโลภมากขึ้น และกระแสนี้จะเป็นพลังผลักดันเศรษฐกิจระบบเสรี วิธีป้องกันคือผู้กู้ทุกคนจะต้องมีการจดบันทึกทุกครั้งที่ก่อหนี้ จะต้องมีการกรอกข้อมูลว่ารายได้ ทรัพย์สินเท่าไหร่ มีหนี้ธนาคารและนันแบงก์เท่าไหร่ 1. ผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือนคิดเป็น 025% ของรายได้ถือว่ายังมีศักยภาพเป็นกรีนโซน
2.ถ้าผ่อน 2550% ถือว่าเข้าข่ายอันตราย ให้เป็นเยลโลโซน ถ้าต้องผ่อน 5075% ถือว่าเรดโซน อันตราย เป็นไฟกะพริบ และถ้าเกินกว่า 75% ถือว่าแดง ไม่ต้องกะพริบ เตือนตัวเอง และเป็นเอกสารที่ต้องเปิดเผยให้ผู้กู้ ผู้ปล่อยเครดิตทั้งแบงก์และนันแบงก์ ที่เรียกว่า “Self Evaluation” หรือการประเมินตนเอง
หรือถ้าใครที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท ต้องยอมรับว่ามีรายได้น้อย อย่ากู้เกิน 25% บ้านยังไม่ต้องซื้อ เช่าอยู่ไปก่อน ถ้ารายได้ต่ำกว่า 2.5 หมื่นบาท ก็ต้องยอมรับว่า รายได้ยังน้อยแต่อยู่ในระดับบนๆ จะมีหนี้ระยะยาว เช่น บ้าน รถ คิดให้ดีว่าจะตกงานไหม? ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ (คงอีกไม่นานเกินรอ) ส่วน 3 หมื่นบาทต่อเดือนต่อคนขึ้นไป เริ่มเป็นคนชนชั้นกลาง พวกนี้แหละเป็นนักก่อหนี้ตัวยง เพราะต้องการเติบโต คนชราอย่าเป็นห่วง พวกนี้รอดตัวทั้งเศรษฐกิจขาขึ้นและขาลงเสมอ
รัฐต้องป้องกัน อย่าเป็นแต่แก้ไข ประเดี๋ยวจะไม่ทันการเหมือนสหรัฐ ขอให้โชคดี







