
จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์รัฐบาล?
นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของไทยในรอบกว่า 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ หลายคนอาจจะเรียกกันว่านโยบาย “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือก โครงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท โครงการบ้านหลังแรกและรถคันแรก และโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
นโยบายทางด้านเศรษฐกิจของไทยในรอบกว่า 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ หลายคนอาจจะเรียกกันว่านโยบาย “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือก โครงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท โครงการบ้านหลังแรกและรถคันแรก และโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหลายคนคงอยากที่จะเห็นนโยบายระยะยาวของรัฐบาลที่มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน เพราะในกระแสโลกยุคปัจจุบัน ประเทศไทยจะต้องแข่งขันกับนานาประเทศ พร้อมทั้งต้องเตรียมตัวรองรับกับเหตุการณ์ต่างๆ การเปลี่ยนแปลงมากมาย
ผมมองว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและนำมาสู่ปัญหาอุปสรรคและความท้าทายของประเทศไทยนั้น สามารถแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ
(1) ปัจจัยภายนอก ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากคือ ภาวะเศรษฐกิจและสังคมโลกที่ผันผวน เช่น ภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่ผันผวนเข้ามากระทบกับประเทศไทย เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับการส่งออก ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราไม่ได้เตรียมตัวกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ เราก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
(2) ปัจจัยภายใน ผมมองว่าความท้าทายสำคัญของไทยในวันนี้ คือการดำเนินนโยบายรัฐให้สามารถบรรลุผลเป็นไปตามเป้าหมาย เช่น ประเด็นการบริหารจัดการน้ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นชัดแล้วว่าระบบของการบริหารจัดการน้ำของไทยนั้นยังต้องมีการบูรณาการอย่างแท้จริง ต้องเชื่อมโยงและเตรียมตัวกับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
เราทุกคนคงทราบดีว่า วันนี้สภาพภูมิอากาศโลกและของไทยกำลังผันแปรรุนแรง ในปี 2554 ปริมาณน้ำเต็มเขื่อน ปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบปี ทำให้เกิดวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่
แต่ในปี 2555 ที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนไม่มาก และภาคอีสานก็ต้องประสบภาวะแล้งขาดน้ำทำการเกษตร
ในอนาคต ผมมองว่า ถ้าเราไม่ทำระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยน้ำในปริมาณที่เหมาะสมจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก
ดังนั้น สิ่งที่เราคนไทยต้องคำนึงถึงในวันนี้คือโอกาสที่หายไป (Opportunity Losses) ของประเทศ ซึ่งสามารถสะท้อนได้จากดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน IMD หรือสถาบัน WEF ได้ออกมาแล้วว่าประเทศไทยนั้นมีขีดความสามารถลดลง (ปี 2555 สถาบัน IMD ได้จัดอันดับขีดความสามารถของประเทศไทยอยู่ที่ 30 ลดลงจากอันดับ 27 ในปี 2554 และลดลงจากอันดับ 26 ในปี 2553)
หมายความว่าประเทศอื่นเขาพัฒนาไปแล้ว แต่ประเทศไทยกลับแย่ลง ถ้าดูตัวเลขจะเห็นว่าประเทศไทยเทียบกับประเทศมาเลเซีย ในวันนี้ไทยแข่งขันสู้กับมาเลเซียไม่ได้ (มาเลเซียอยู่อันดับที่ 14 ในปี 2555)
ผมเชื่อว่าสาเหตุหลักประการหนึ่งของขีดความสามารถไทยที่ลดลงมาจากการที่ประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่เรามีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเทียบไม่ได้ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวอย่างจริงจัง (สัดส่วนการลงทุนภายในประเทศลดลงจากร้อยละ 40 ของ GDP เหลือร้อยละ 22 ของ GDP)
ในวันนี้เราลงทุนในระดับน้อยกว่าหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ จีน ที่มีสัดส่วนการลงทุนภายในประเทศ
ผมรู้สึกดีใจที่ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ (Country Development Strategy) 4 ด้าน คือ
(1) การหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง
(2) การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
(3) การสร้างการเติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
(4) กระบวนการการปรับสมดุลของ 3 ยุทธศาสตร์นี้เข้าด้วยกัน อยู่ที่ร้อยละ 2540 ของ GDP
ผมรู้สึกดีใจที่ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ (Country Development Strategy) 4 ด้าน คือ
(1) การหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว หรือการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะต้องเกิดขึ้น
2.นิยาม Middle Income คือประเทศที่มีรายได้ประชากรที่ต่ำกว่า 12,275 เหรียญสหรัฐต่อปี ระดับรายได้ต่อหัวของคนไทยในวันนี้อยู่ที่ 5,395 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรายังอยู่อีกห่างไกลพอสมควรในการหลุดพ้น Middle Income Trap ครับ แต่ผมว่าทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น
(2) การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยรัฐบาลเปรียบเทียบว่า ฐานผู้มีรายได้เหมือนสามเหลี่ยมพีระมิด ถ้าฐานล่างได้ถูกปรับตัวยกขึ้น ตรงนี้คือรายได้ใหม่ที่จะโตขึ้น ซึ่งผมอยากจะเรียกว่านโยบายที่จะต้องสร้างชนชั้นกลางใหม่ (New Middle Class) อย่างไรก็ตาม ผมว่าดูเพียงแค่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้อาจจะไม่สะท้อนภาพได้ทั้งหมด เพราะประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน อันหมายถึงการเข้าถึงบริการน้ำ ไฟ ถนนต่างๆ ที่ควรต้องกระจายอย่างทั่วถึง
(3) การสร้างการเติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่รัฐบาลบอกว่าจะเน้นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการเติบโตแบบสมดุล หรือที่เรียกว่า Green Growth Economy ซึ่งผมว่าสำคัญมากต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต และการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
(4) กระบวนการการปรับสมดุลของ 3 ยุทธศาสตร์นี้เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ รัฐบาลกล่าวไว้ว่า เป้าหมายสุดท้ายจะต้องทำให้ประเทศไทยนั้นขยับตัวสู่ความเป็นผู้ที่มีรายได้ปานกลางและก้าวไปสู่กลุ่มประเทศผู้มีรายได้สูงให้ได้ เพราะรายได้ต่อหัว (GDP Per Capita) ที่สูงขึ้น หมายความว่าประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ นโยบายรัฐบาลจะต้องนำพาประเทศไทยเราให้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค (Connectivity) ทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างแท้จริง
ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และคิดว่าการวางยุทธศาสตร์ของประเทศไทยให้บรรลุผลสำเร็จได้นั้น ต้องเน้นยุทธศาสตร์ข้อที่ 4 ให้มากที่สุด นั่นคือการบริหารจัดการให้องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีเป้าหมายเดียวกัน และสามารถประสานความร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผมคิดว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมาล้วนมีแผน (Plan) แต่ยังขาดการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่าในระยะต่อจากนี้ไป บันไดก้าวสำคัญไปสู่วิสัยทัศน์การพัฒนาที่รัฐบาลตั้งไว้ จะขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งของประเทศ มูลค่าการลงทุนกว่า 2.27 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลกำหนดสำหรับในช่วงปี 2556-2562 ซึ่งหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาในเวลานี้ ซึ่งจะต้องมีการกู้เงินเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในวงเงินสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท
ทั้งหมดนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพิจารณาโครงการลงทุนภาครัฐ การกำหนดแนวทางสำหรับการกู้เงิน และการติดตามและประเมินผลโครงการลงทุนต่างๆ จะต้องมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินกู้ที่ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคตต่อไปครับ
เนื้อที่หมดเสียแล้ว ขอยกยอดไปต่อในสัปดาห์หน้าครับ







