posttoday
"นิพนธ์" แนะจำกัดปริมาณ ดีกว่าลดราคารับจำนำ

"นิพนธ์" แนะจำกัดปริมาณ ดีกว่าลดราคารับจำนำ

01 มีนาคม 2556

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะปรับราคารับจำนำลงมาเป็นตันละ 1.3 หมื่นบาท หรือ 1.4 หมื่นบาท เพราะเห็นว่าเกษตรกรปรับลดภาระหนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้แล้ว หรือเพราะอยากจะประหยัดงบประมาณที่กำลังบานปลายในโครงการรับจำนำข้าว ก็ควรจะจำกัดปริมาณรับจำนำดีกว่า เพราะการจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวน่าจะช่วยประหยัดหรือควบคุมงบประมาณที่จะใช้ได้ดีกว่าจะมาลดราคารับจำนำ ซึ่งไม่มีประโยชน์เนื่องจากถึงลดราคารับจำนำลงแต่ก็ควบคุมปริมาณข้าวที่ชาวนาปลูกเพิ่มขึ้นไม่ได้อยู่ดี

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะปรับราคารับจำนำลงมาเป็นตันละ 1.3 หมื่นบาท หรือ 1.4 หมื่นบาท เพราะเห็นว่าเกษตรกรปรับลดภาระหนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้แล้ว หรือเพราะอยากจะประหยัดงบประมาณที่กำลังบานปลายในโครงการรับจำนำข้าว ก็ควรจะจำกัดปริมาณรับจำนำดีกว่า เพราะการจำกัดปริมาณรับจำนำข้าวน่าจะช่วยประหยัดหรือควบคุมงบประมาณที่จะใช้ได้ดีกว่าจะมาลดราคารับจำนำ ซึ่งไม่มีประโยชน์เนื่องจากถึงลดราคารับจำนำลงแต่ก็ควบคุมปริมาณข้าวที่ชาวนาปลูกเพิ่มขึ้นไม่ได้อยู่ดี

“ถ้าอยากจะควบคุมงบประมาณในโครงการรับจำนำจริงๆ รัฐบาลน่าจะจำกัดปริมาณข้าวที่จะรับเข้าโครงการรับจำนำน่าจะได้ผลดีกว่า เพราะถ้าจำกัดปริมาณรับจำนำหรือจำกัดจำนวน รัฐบาลสามารถจะก่อหนี้ใช้ได้ตามเป้าหมาย ถ้าจะมาลดราคามันไม่มีประโยชน์ เพราะรัฐบาลควบคุมปริมาณข้าวที่จะเข้าโครงการไม่ได้ เพราะชาวนาปลูกข้าวเพิ่มขึ้นและข้าวในต่างประเทศก็เพิ่ม เห็นได้จากปีที่ผ่านมาข้าวเข้าโครงการมากขึ้น และคาดว่าข้าวปีนี้ก็จะเพิ่มอีกทั้งนาปรังนาปี ยกเว้นว่าน้ำแล้งจริงๆ ปริมาณข้าวอาจจะลดลง” นายนิพนธ์ กล่าว

ทั้งนี้ นายนิพนธ์ยังยืนยันหลักการเดิม คือ ให้เลิกโครงการรับจำนำ แล้วไปพิจารณาช่วยเกษตรกรในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะดีกว่า เพราะถึงที่สุดการไปสัญญาจะรับจำนำสูงกว่าราคาในตลาดโลก มันเป็นแรงจูงใจให้ปลูกเพิ่มโดยอัตโนมัติ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรปรับราคารับจำนำลงมาอยู่ที่ตันละ 1.3 หมื่นบาท เพื่อให้ใกล้เคียงกับราคาตลาดที่ปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 1 หมื่นบาท เนื่องจากการรับจำนำที่ราคาเพดานเดิม 1.5 หมื่นบาทนั้น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และเพิ่มกำลังซื้อได้แล้ว แต่ราคารับจำนำเดิมทำให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกสูงกว่าหลายประเทศ และทำให้การส่งออกข้าวของไทยตกลงมาอยู่ที่อันดับ 3 ของโลก จากปกติที่ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก

ทั้งนี้ โครงการรับจำนำที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตามที่หาเสียงไว้แล้ว เมื่อสถานการณ์และความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น จึงควรปรับลดราคาเพดานลงมา เพื่อลดการใช้งบประมาณลงและแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมทั้งจะทำให้ลดปริมาณข้าวที่เข้ามาในสต๊อกและทำให้การส่งออกข้าวของไทยน่าจะดีขึ้นอีกด้วย

นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) รักษาการแทนผู้อำนวยการ อคส. กล่าวว่า ที่ผ่านมา อคส.สามารถคืนเงินจากการขายข้าวให้กับ ธ.ก.ส.ได้ตามกำหนด โดยเฉพาะเงินที่ได้จากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากที่สุด โดยไม่มีเงินค้างส่ง และใช้เวลาคืนเพียง 3 วัน ดีกว่าที่กำหนดไว้ให้ส่งคืนภายใน 7 วัน และได้ส่งคืนให้ ธ.ก.ส.แล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ไม่มีเหลือตกค้าง ส่วนข้าวโครงการเก่าที่ทยอยขายให้แก่ผู้ส่งออก และการขายทั่วไปแก่ผู้ประกอบการในประเทศ และหน่วยงานราชการ หรือองค์กรรัฐ ยังมีเงินค้างจ่ายคืนให้กับ ธ.ก.ส.ประมาณ 950-1,550 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับเงินที่ได้จากการขายข้าวจีทูจีทั้งหมดที่ต้องส่งคืนให้ ธ.ก.ส.นั้น ต้องให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ชี้แจง

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ไม่ขอแสดงความเห็นเรื่องการลดราคาจำนำข้าว แต่ยืนยันว่า ธ.ก.ส.ไม่มีปัญหาสภาพคล่องอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยได้สั่งการให้ ธ.ก.ส.รวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมชี้แจงข้อเท็จจริงทุกกรณีต่อสื่อในสัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท