โยนหินถามทางลดราคาจำนำข้าว
โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับข้าวเจ้า และ 2 หมื่นบาท สำหรับข้าวหอมมะลิ อยู่ในอาการสาหัสสากรรจ์
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับข้าวเจ้า และ 2 หมื่นบาท สำหรับข้าวหอมมะลิ อยู่ในอาการสาหัสสากรรจ์ เพียงแค่การรับจำนำข้าวรอบที่ 2 มาได้ครึ่งทางเท่านั้น
การรับจำนำข้าวออกอาการไม่ดีมาตั้งแต่รอบแรกปี 2555 เมื่อต้องใช้เงินรับจำนำสูงถึง 3.5 แสนล้านบาท เป็นเงินที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 2.6 แสนล้านบาท และเป็นเงินจากสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. อีก 9 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การรับจำนำข้าวรอบแรกยังมีภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตจากการเก็บรักษาข้าว การแปรสภาพ ภาระดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ ทำให้วงเงินรับจำนำข้าวรอบแรกสูงถึง 4 แสนล้านบาท
การรับจำนำข้าวที่สูงกว่าราคาตลาด 40-50% ทำให้รัฐบาลมีกองไว้ในโกดังเป็นภูเขาถึง 18 ล้านตันข้าวเปลือก หรือกว่า 10 ล้านตันข้าวสาร
นักวิชาการเตือนถึงความหายนะของการรับจำนำข้าวไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการให้การค้าของไทยพัง เพราะรัฐบาลรับเป็นเจ้ามือผู้ค้ารายใหญ่เสียเอง ทำให้การส่งออกของไทยตกลงถึง 50% เนื่องจากราคาข้าวของไทยสูงกว่าคู่แข่งเป็นจำนวนมาก
ผลกระทบที่ตามมา คือ ไทยเสียแชมป์การส่งออกข้าวให้กับอินเดียและเวียดนาม โดยไทยตกจากแชมป์มาอยู่ที่อันดับสาม เพราะพิษผลกระทบจากการรับจำนำข้าวราคาสูงกว่าตลาด ที่หลายคนมองว่าแท้ที่จริงเป็นการซื้อข้าวจากชาวนาในราคาแพงเกินจริงนั้นเอง
นอกจากนี้ การรับจำนำข้าวยังเป็นการช่วยชาวนาไม่ทั่วถึง เพราะมีชาวนาที่เข้าโครงการรับจำนำเพียง 1 ล้านรายเท่านั้น จากชาวนาทั้งหมดของประเทศกว่า 3 ล้านราย ทำให้ชาวนาที่ได้ประโยชน์เป็นชาวนาที่มีฐานะดีและกลุ่มนายทุนเท่านั้น
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ทำการวิจัยว่า การรับจำนำข้าวของไทยจะเกิดความเสียหายปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เงินที่เสียหายพบว่าตกถึงมือชาวนาแค่ 17% หรือแค่ 1.7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 83% หรือ 8.3 หมื่นล้านบาท ตกอยู่ในมือชาวนาที่มีฐานะเป็นนายทุนที่เป็นเจ้าของโรงสี และนักการเมืองที่มีผลประโยชน์จากการระบายข้าวของรัฐบาล
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาประเมินว่า การรับจำนำข้าวจะนำความวิบัติมาให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท หากรัฐบาลทำไปถึงปี 2562 หนี้สาธารณะของไทยจะเกิน 60% ของจีดีพี
ขณะเดียวกันการซื้อข้าวในราคาสูงกว่าตลาดเกือบเท่าตัวยังพ่นพิษเรื่องการระบายข้าวได้ยาก ทำให้เกิดเป็นปัญหาลูกโซ่ไม่มีเงินมาหมุนเวียนรับจำนำข้าวรอบใหม่
หากย้อนกลับไปดูการรับจำนำข้าวรอบสองของรัฐบาล มีการขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าว 26 ล้านตัน เป็นข้าวนาปี 2555/2556 จำนวน 15 ล้านตัน อยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท เป็นข้าวนาปรังปี 2556 อีก 11 ล้านตัน อยู่ที่ 1.65 แสนล้านบาท
แต่ปรากฏว่ามีความเห็นแย้งของกระทรวงการคลังคัดค้าน เพราะหากกู้ตามที่เสนอมาจะทำให้ภาระเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวสูงถึง 9 แสนล้านบาท
จนที่สุด ครม. ไฟเขียวให้กู้เพิ่ม 1.5 แสนล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายข้าว เพื่อนำมารับจำนำข้าวรอบใหม่
อย่างไรก็ตาม การระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ที่มีปัญหาความไม่ชอบมาพากล ถูกฝ่ายค้านสาวไส้ว่า การขายข้าวแบบจีทูจีเป็นจีทูเจี๊ยะ จนมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบหาคนผิด ส่งผลให้การระบายข้าวของรัฐบาลเกยตื้นแทบหยุดชะงัก
ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ขายข้าวได้แล้ว 23 แสนล้านบาท แต่ในความเป็นจริงมีเงินใช้คืนให้ ธ.ก.ส. แค่ 56 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ยังไม่ครบ 9 หมื่นล้านบาท ที่ธนาคารใช้สภาพคล่องเพื่อรับจำนำข้าวไปก่อน
ยังไม่ต้องพูดถึงเงินกู้อีก 2.6 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลกู้ไปรับจำนำรอบแรกว่าจะได้คืนเมื่อไร เพราะหากการระบายข้าวเป็นเช่นนี้เงินกู้จะต้องกองจม และต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละหลายพันล้านบาทไปอีกเป็นเวลานาน
ในการรับจำนำข้าวรอบสองของรัฐบาลมีปัญหามากขึ้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวไม่ได้ตามแผน ทำให้ ธ.ก.ส. ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนต้องขอให้กระทรวงการคลังกู้เพิ่มให้อีก 7 หมื่นล้านบาท เพื่อให้แน่ใจว่าจะปิดการรับจำนำข้าวนาปี 2555/2556 ได้ไม่มีปัญหา
โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังมีแผนที่จะขอ ครม. เพิ่มสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. เพื่อใช้รับจำนำข้าวจาก 9 หมื่นล้านบาท เป็น 1.5 แสนล้านบาท เพื่อให้การรับจำนำข้าวนาปี 2555/56 และข้าวนาปรังปี 2556 ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนเม.ย. ให้เดินหน้าต่อไปได้
แต่เรื่องนี้ก็ถูกเบรกทันที เพราะการเมืองร้อนตัวกลัวโครงการรับจำนำข้าวถูกโจมตี ว่าถังแตกชักหน้าไม่ถึงหลัง ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. ก็รีบออกมาระบุว่าธนาคารมีสภาพคล่องไม่พอที่จะเพิ่มให้ เพราะต้องเก็บไว้ในการดำเนินการปกติของธนาคาร
ทั้งหมดทำให้การรับจำนำข้าวนาปรัง 2556 ที่จะเริ่มขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้าอยู่ในภาวะคับขัน
จนในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ยอมรับเผือกร้อนออกมาระบุว่า ในการประชุม กขช. จะเสนอให้มีการลดราคาจำนำข้าวนาปรังประเภทข้าวเจ้าให้เหลือตันละ 1.3 หมื่นบาท หรือ 1.4 หมื่นบาท หรือ 1.5 หมื่นบาทเหมือนเดิม ให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานพิจารณาตัดสินใจ
กระทรวงพาณิชย์ให้เหตุผลว่า ชาวนามีรายได้ใช้หนี้ได้แล้วจึงเห็นลดราคาจำนำถือเป็นเหตุผลลวงเท่านั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงคือรัฐบาลไม่มีเงินรับจำนำข้าวที่จะมาถึง เพราะการระบายข้าวไม่ได้ไม่มีเงินมาหมุน ซึ่งหากจะเดินหน้ารับจำนำต่อก็หนีไม่พ้นกู้เงินเพิ่มอีก 1.21.5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมองว่า การรับจำนำข้าวในราคาต่ำลงช่วยลดการขาดทุนจากการระบายข้าว ทำให้การส่งออกข้าวของไทยมีปัญหาน้อยลง ซึ่งอาจจะทำให้เรียกแชมป์ส่งออกข้าวกลับมาได้อีกครั้ง
การลดราคาจำนำจึงเป็นการโยนหินถามทางของฝ่ายการเมืองไปถึงฐานคะแนนที่เป็นทั้งชาวนาและนายทุน ซึ่งแน่นอนว่าที่มีข่าวออกมา ชาวนาและนายทุนโรงสีก็ออกมาต้านทันที โดยอ้างว่าค่าครองชีพปัจจุบันเพิ่มขึ้นจำนวนมาก หากลดรายได้ที่เคยได้รับลงก็จะทำให้การดำรงชีพมีปัญหา
การโยนหินถามทางเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากรัฐบาลยอมหักลดราคาจำนำเท่ากับเป็นการหลอกลวงประชาชนอีกครั้ง เหมือนการลดภาษีน้ำมันที่ทำไม่กี่เดือนก็กลับมาเก็บเหมือนเดิม และราคาน้ำมันของรัฐบาลชุดนี้แพงกว่าชุดที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การรับจำนำข้าวที่อยู่ในอาการโคม่า ทำให้รัฐบาลต้องดิ้นหาทางลง เพราะหากปล่อยลากยาวต่อไป ทั้งรัฐบาลและเศรษฐกิจจะพังไปพร้อมกัน เหมือนกับที่ วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทยไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า รัฐบาลจะพังเพราะโครงการรับจำนำข้าว
แม้แต่ อัมมาร สยามวารา นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ระบุไว้ตั้งแต่รัฐบาลคิกออฟโครงการรับจำนำข้าวรอบแรกว่า การรับจำนำข้าวรอบแรกจะยังไม่มีปัญหา แต่พอรอบสองจะเริ่มลำบาก แต่พอถึงรอบสามวิบัติจะมาเยือนเศรษฐกิจไทยโดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
จะเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวมาถึงจุดวิกฤต ทำให้รัฐบาลดิ้นหาทางเอาตัวรอดเป็นหนูติดจั่นหาทางออกอย่างที่เห็นทุกวันนี้


