
เลือกตั้งอิตาลีสะเทือนยุโรปเขย่าเสถียรภาพ ปลุกวิกฤตหนี้ยุโรป
กลุ้มใจไปตามๆ กัน เมื่อผลการเลือกตั้งทั่วไปของอิตาลีเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลุ้มใจไปตามๆ กัน เมื่อผลการเลือกตั้งทั่วไปของอิตาลีเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้สมัครจากพรรคใดเข้าตากรรมการถูกใจประชาชนจนยอมเทคะแนนให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เลย
เพราะการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแสดงให้เห็นปัญหาการไร้เสถียรภาพทางการเมืองภายในของอิตาลีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจอย่างชัดเจนกับแนวทางรัดเข็มขัดเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคของสหภาพยุโรป (อียู) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
กระทั่ง ทำให้บรรดานักลงทุนทั่วโลกอดปริวิตกและกังขาไม่ได้ว่า วิกฤตหนี้ของยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน (ยูโรโซน) จะเดินมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครั้ง
และอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้วิกฤตหนี้สาธารณะหวนกลับมา จนถึงขั้นที่ทำให้ยูโรโซนต้องเผชิญกับความเสี่ยงล่มสลายอีกระลอก เนื่องจากสถานการณ์คราวนี้มีผลกระทบต่อมาตรการจัดการหนี้สาธารณะของอีซีบี
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ากว่าวิกฤตหนี้ยูโรโซนจะยอมอยู่ในความสงบให้นักลงทุนทั่วโลกเบาใจได้นั้น อีซีบีภายใต้การนำของ มาริโอ ดรากี ประธานคนปัจจุบันต้องงัดสารพัดมาตรการตามที่ลั่นวาจาไว้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องสกุลเงินยูโรเอาไว้ ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือล่าสุดอย่างการทุ่มซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของประเทศที่มีปัญหาหนี้สินในยูโรโซนแบบเปิดกว้างโดยไม่จำกัดจำนวน เพื่อทำให้ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำ
นักวิเคราะห์แทบจะทุกสำนักต่างเห็นพ้องต้องกันว่า โครงการดังกล่าวของอีซีบีได้ช่วยให้นักลงทุนทั่วโลกคลายความวิตกต่อยูโรโซน รวมถึงยุโรปโดยรวมได้อย่างดี เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวแม้ไม่ได้ช่วยแก้ที่ต้นตอวิกฤต แต่ก็เป็นเสมือนยาแรงขนานดีที่ช่วยป้องกันไม่ให้วิกฤตลุกลาม
อย่างไรก็ตาม การที่อีซีบีจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาได้ย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก็คือการที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ ต้องจัดการกับการขาดดุลมหาศาลด้วยการรัดเข็มขัดตัดลดรายจ่ายอย่างเข้มงวด
และอิตาลีประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ 3 ของภูมิภาคยุโรปก็หนีไม่พ้นเงื่อนไขนี้เช่นเดียวกัน โดยแม้สถานการณ์ของอิตาลีจะไม่ได้หนักหนาสาหัสเท่ากับกรีซจนต้องยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือ แต่ในช่วง 2 ปีที่ต้องร่วมหัวจมท้ายกับอียู อิตาลีได้ประกาศใช้แผนรัดเข็มขัด พร้อมแก้ไขกฎหมายภาษี เพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้อีซีบีเข้ามาสนับสนุนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี จนทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีซึ่งเคยทำสถิติสูงสุด และแตะระดับที่ 6.19% ในเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ค่อยๆ ปรับลงมาอยู่ที่ราว 4% ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี และรัฐบาลนายกรัฐมนตรี มาริโอ มอนติ อยู่ในสภาพสั่นคลอนเพราะประชาชนไม่พอใจ ก็คือการยอมใช้มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล
เนื่องจากท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีการเติบโตแบบติดลบ การกระตุ้นจากภาครัฐคือตัวช่วยที่สำคัญที่สุด
ทว่า นอกจากจะไม่เอามาใช้แล้ว รัฐบาลกลับตัดลดสวัสดิการ ปลดคนงาน ลดค่ารักษาพยาบาล จนเรียกได้ว่ากระเทือนชีวิตความเป็นอยู่ของคนอิตาลีกันทั่วหน้า และทำให้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน
รัสเซลล์ ซิลเบอร์สตัน ประธานโกลบอล อินเทอร์เรส เรทส์ของอินเวสต์เทค แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ของอิตาลีก็คือการประท้วงต่อต้านแผนรัดเข็มขัดของทั้งรัฐบาลกับอีซีบี ซึ่งแสดงท่าทีอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะช่วยประเทศสมาชิกที่มีปัญหาหนี้ก็ต่อเมื่อประเทศนั้นๆ เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ พร้อมยอมรับเงื่อนไขของอีซีบีเท่านั้น
และกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรสำคัญระหว่างอียูกับประเทศสมาชิกอย่างอิตาลี โดยอีฟส์ บอนสัน ประธานบริหารการลงทุนจากพิคเท็ต เวลธ์ แมเนจเมนต์ อธิบายผ่านรอยเตอร์สว่า อีซีบีอาจจำกัดการสนับสนุนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีได้ ขณะเดียวกันการที่อิตาลีไม่มีรัฐบาลที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้มีอุปสรรคความยุ่งยากต่างๆ ในการทำข้อตกลงร่วมมือในด้านต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ยุโรปส่วนกลางทั้งหมด
ทั้งนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างเทขายพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง ไมค์ ริดเดลล์ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ในสังกัดเอ็มแอนด์จี อินเวสต์เมนต์ ที่ระบุว่า จัดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีที่ถือครองไว้ทั้งหมดแล้วตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมหลีกเลี่ยงการลงทุนใดๆ ในยุโรป เนื่องจากเกรงว่า สถานการณ์ขณะนี้มีสิทธิเลวร้ายลงทุกเมื่อ
ด้านเอียน สตีเลย์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของเจพี มอร์แกน แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ ถึงกับคาดการณ์ว่า ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีน่าจะดีดตัวเกิน 5% ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้และส่งผลให้ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลอิตาลีสูงขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน เห็นได้จากการประมูลขายพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา
เพราะแม้กระทรวงการคลังอิตาลีสามารถเดินหน้าขายพันธบัตรระยะเวลา 10 ปีมูลค่ารวมราว 4,000 ล้านยูโรตามแผนที่วางไว้ แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 4.83% สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 5 ปีมูลค่า 2,500 ล้านยูโร ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.59% จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.94% เช่นเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น 6 เดือนที่เห็นได้ชัดว่าอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นจากการซื้อขายครั้งก่อน
กลายเป็นสถานการณ์ที่ทำให้นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า อิตาลีประเทศที่มีตลาดตราสารหนี้ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคยุโรปยังคงต้องพึ่งพาแรงสนับสนุนจากอีซีบี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งเห็นว่า การต่อต้านแผนรัดเข็มขัดของอิตาลีอาจไม่ส่งผลตามที่คาดกันไว้มากนัก เพราะที่ผ่านมาทั่วโลกได้ประจักษ์แล้วว่า มาตรการอีซีบีช่วยเสริมสภาพคล่องในภูมิภาคเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ดุลบัญชีของธนาคารทั่วยุโรปกลับมาสมดุลอีกครั้ง ยืนยันได้จากการที่ส่วนใหญ่สามารถจ่ายหนี้ฉุกเฉินที่กู้ยืมมาคืนได้
นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองอีกว่า สถานการณ์ไม่น่าจะเลวร้ายจนน่าวิตก โดย ทริสเทน คูเปอร์ นักวิเคราะห์จากฟิเดลลิตี เวิล์ดไวด์ อินเวสต์เมนต์ อธิบายว่า เมื่ออิตาลีสามารถจัดการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาได้สำเร็จ รัฐบาลดังกล่าวน่าจะขาดเสถียรภาพและไร้ศักยภาพในการทำงานอยู่สักระยะ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลชุดใหม่ของอิตาลีต้องวุ่นวายกับเรื่องการเมือง ทำให้ไม่มีเวลาไปเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ด้านนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าการที่ผลลัพธ์การเลือกตั้งของอิตาลีไม่เลวร้ายอย่างที่กลัวกันเป็นเพราะเริ่มเห็นสัญญาณทางบวกเกิดขึ้นภายในบรรยากาศเศรษฐกิจโลกปี 2556 และความเชื่อที่ว่าปัญหาวิกฤตยูโรโซนผ่านพ้นจุดที่เลวร้ายที่สุดแล้ว รวมถึงการที่ดุลบัญชีของอีซีบีปรับตัวหดลดลงจนช่วยให้ธนาคารกลางยุโรปมีอาวุธรับมือวิกฤตหนี้สาธารณะในมือเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การที่นักลงทุนส่วนใหญ่วิ่งหนีออกจากตลาดยูโรโซน ยังถือเป็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตของธุรกิจกิจการต่างๆ ที่จะสร้างกลยุทธ์และจุดยืนภายในตลาดให้แข็งแกร่ง โดย จีออร์นาโด ลอมบาร์โด ประธานฝ่ายสารสนเทศ (ซีไอโอ) ของไพโอเนียร์ อินเวสต์เมนต์ ประจำเมืองมิลาน กล่าวว่า ควันหลงที่ตามมาไม่จำเป็นต้องเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายเสมอไป
กระนั้น ไม่ว่าผลสุดท้ายของอิตาลีจะเป็นเช่นไร แต่การที่แดนมักกะโรนีแห่งนี้ต้องเผชิญปัญหากับการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่บริหารปกครองประเทศ ก็เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกอยู่ในอาการวิตกกังวล
เพราะเมื่อหนึ่งในรัฐบาลชาติสมาชิกสำคัญในยูโรโซนอย่างอิตาลี ไม่ยอมเดินตามแนวทางรัดเข็มขัดของอีซีบีเพื่อฟื้นจากวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจของภูมิภาค คำว่า “ล้ม” และ “ล่ม” ย่อมต้องอยู่ในข้อควรระวังลำดับต้นๆ สำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในยุโรปต่อไป







