
เรียกพีซีซีทราบข้อหาสร้างโรงพัก15มี.ค.
ดีเอสไอเรียก 3 ผู้บริหารพีซีซีรับทราบข้อกล่าวหาคดีฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง 15 มีค.นี้ ชี้หากยอมความได้ต้องจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด
ดีเอสไอเรียก 3 ผู้บริหารพีซีซีรับทราบข้อกล่าวหาคดีฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง 15 มีค.นี้ ชี้หากยอมความได้ต้องจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง วงเงิน 5,848 ล้านบาทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ในส่วนความ ผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงว่า ได้ส่งหนังสือเชิญผู้บริหาร บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัค ชั่น จำกัด จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล นายวิศณุ วิเศษสิงห์ และนายจาตุรงค์ อุดมสิทธิกุล เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในคดีความผิดฐานฉ้อโกง โดยการหลอกลวงด้วยความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงกับผู้รับเหมาที่มีการจ้างช่วงต่อ
ทั้งนี้ได้กำหนดนัดรับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 15 มี.ค. เวลา 09.30 น. ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้บริหารบริษัทพีซีซีฯ ทั้ง 3 รายจะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามนัด
พ.ต.ท.ถวัล กล่าวว่า ความผิดเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงเป็นคดีที่สามารถเจรจายอมความกันได้ระหว่างคู่กรณีคือบริษัทพีซีซีฯกับผู้รับเหมาช่วง โดยต้องมีการตกลงการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้เสียหายด้วยว่าพอใจกับการชดใช้ค่าเสียหายจากทางบริษัทพีซีซีฯหรือไม่ หากพอใจฝ่ายผู้เสียหากก็อาจถอนแจ้งความได้ทันที
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารของบริษัท พีซีซีฯ ทั้ง 3 รายนี้ที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งหมดยืนยันว่าจะพยายามหาทางเจรจากับบริษัทผู้รับเหมาช่วง และหาเงินมาชดใช้ให้กับบริษัทผู้รับเหมาเหล่านี้ทั้งหมดซึ่งมีมากกว่า 20 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 69 ล้านบาท
พ.ต.ท.ถวัล กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีนักการเมืองท้องถิ่น จ.อุดรธานี เข้ามาเกี่ยวข้องโดยการช่วยเหลือบริษัท พีซีซีฯ ด้วยการกีดกันไม่ให้ผู้รับเหมาช่วงเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอนั้นทางพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเรียกตัวมาสอบปากคำและส่งเรื่องไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไต่สวนไต่สวน
สำหรับการพบข้อพิรุธกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประมูลสัญญาก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนจากการแยกรายภาคเป็นรวบสัญญาเดียวซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ(ฮั้วประมูล) นั้น เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณาและชี้ขาดความผิด







