
บทเรียนจากวิกฤตโขงเมื่อเลี่ยงเขื่อนไม่ได้ก็ต้องจริงใจ บริหารน้ำ
...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
ปิดม่านการประชุมไปแล้วสำหรับการประชุมวิชาการสัมมนานานาชาติ ระหว่างวันที่ 23 เม.ย. ของ 4 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง (เอ็มอาร์ซี) ได้แก่ ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม พร้อมกับประเทศคู่เจรจาอีก 2 ชาติ คือ พม่า และจีน ท่ามกลางเสียงกระแสวิตกถึงปัญหาแม่น้ำโขงแล้งที่ดูเหมือนว่า
“การสร้างเขื่อน” ในจีน และในหลายๆ ประเทศถูกยกให้เป็นจำเลย เป็นสาเหตุของวิกฤตนี้นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวถึงข้อสรุปของการประชุม แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลัก ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องต้องกัน คือ
1.การบริหารทรัพยากรน้ำที่ทุกประเทศต้องปรับตัวรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้น โดยจะต้องบริหารจัดการร่วมกันในระดับภูมิภาคเพื่อแบ่งปันข้อมูล ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศจะเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรน้ำจากการมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของประเทศตัวเองเป็นหลัก มาสู่การเน้นผลประโยชน์ระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2.การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งในอนาคตแนวโน้มจากภัยแล้งหรือน้ำท่วมจะทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นการบริหารและควบคุมความเสี่ยงจึงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
3.การปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ด้วยการแก้ปัญหาดังกล่าวได้นั้นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการร่วมกันวางแผน ตัดสินใจเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากนี้ จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลบทเรียนจากลุ่มน้ำต่างๆ ในหลายประเทศนั้นถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
4.บทบาทคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ในการร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง หรือเอ็มอาร์ซี ต่อประเทศต่างๆ ว่าจะมีแนวทางในการบริหารทรัพยากรน้ำร่วมกันอย่างไร และยังเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงในระดับสูงด้วย
เป็นการตอกย้ำที่ชัดเจนว่า ถึงเวลานี้ประเทศสมาชิกจะต้องหันมาให้ความสำคัญถึงแนวทางการบริหารน้ำร่วมกันของประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อรับมือกับกระแสวิกฤตขาดน้ำของสายน้ำโขง
โดยเฉพาะการจัดการบริหารน้ำในเขื่อนต่างๆ ตามลำน้ำโขงที่ต้องร่วมกันแบ่งสรรข้อมูลอย่างเปิดเผยร่วมกัน โดยเฉพาะข้อมูลการบริหารจัดการเขื่อนของจีนซึ่งถือเป็นประเทศต้นน้ำ เพราะในเมื่อการสร้างเขื่อนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องหันมาบริหารน้ำร่วมกัน
นายสุรจิต ชิรเวทย์ สว.สมุทรสงคราม กล่าวว่า แท้จริงแล้วปัญหาโขงแล้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะไม่ใช่แค่จีนเท่านั้นที่สร้างเขื่อน ประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามเองก็มีเขื่อนอยู่จำนวนมาก และการสร้างเขื่อนเขื่อนหนึ่งจะสร้างผลกระทบตามมาหลากหลายมาก อย่างน้อยที่สุดทำให้ลีลากระแสของน้ำเปลี่ยนไป ทำให้วิถีชีวิตของประชาชนที่สลับซับซ้อนอยู่แล้วเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
อีกทั้งการสร้างเขื่อนไม่ได้สร้างผลกระทบแค่บริเวณพื้นที่ก่อสร้างโดยรอบเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำด้วย เพราะการสร้างเขื่อนได้ทำลายลีลาการไหลของสายน้ำ ส่งผลสะเทือนต่อวัฏจักรและนิเวศวิทยา เห็นได้ชัดในช่วงปลายเดือน ต.ค. ระดับน้ำลดลงเพราะภาวะแล้ง
ในช่วงเวลาปกติเมื่อแม่น้ำโขงแห้งระดับน้ำลึกราว 50 ซม. กระแสน้ำจะใสนิ่ง แสงแดดสาดส่องถึงตะกอนดินข้างล่าง ก่อปฏิกิริยาเกิดพืชน้ำใบเขียว อาทิ สาหร่าย ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาบึก
และเมื่อย่างเข้าเดือน พ.ค. บรรดาสัตว์น้ำต่างๆ จะว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่และหาอาหารเป็นประจำทุกปี
แต่ทันใดนั้นเมื่อมีการต่อต้านจีนฐานกักเก็บน้ำไว้ปั่นไฟ จนเป็นแรงบีบบังคับให้จีนต้องปล่อยน้ำจากตอนบนเขื่อนลงมา กลายเป็นกระแสน้ำที่ไหลทะลักเป็นระลอกคลื่นใหญ่ สร้างความปั่นป่วนใต้ท้องน้ำ ตะกอนดินคละคลุ้งขุ่นมัว ท้ายที่สุดฝูงสัตว์น้ำและพืชน้ำอยู่ไม่ได้ถูกกลืนหายไปหมดสิ้น
ขณะที่ทางด้าน โดฮงดัน เอ็นจีโอเวียดนาม อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง ได้ตั้งคำถามขึ้นตรงๆ ซึ่งยังไม่มีใครตอบได้อย่างชัดเจนว่า
“
เขื่อนเป็นต้นเหตุหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะหลักสำคัญคือ จีนมีการบริหารจัดการเขื่อนที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะถ้าบริหารจัดการได้เหมาะสม เขื่อนของจีนก็จะไม่ส่งผลต่อประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง แต่จนถึงขณะนี้จีนก็ไม่เคยให้รายละเอียดถึงการดำเนินการดังกล่าวเลย”เช่นเดียวกัน ทางด้านตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ก็พยายามเรียกร้องความจริงใจที่จะให้ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนแสดงความใจกว้างก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกลุ่มน้ำโขงโดยทันที เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยกัน
พรสุข จงประสิทธิ์ ผู้อำนวยการแผนกสิ่งแวดล้อมเอ็มอาร์ซี ให้ความเห็นว่า สิ่งที่คาดหวังมากที่สุดจากเวทีแห่งนี้คือ ความจริงใจและความร่วมมือกันจากบรรดาผู้นำทั้ง 4 ประเทศตอนล่าง รวมถึงผู้นำจีน และพม่า ประเทศตอนบนลุ่มน้ำโขงด้วย ได้นำข้อมูลเชิงเทคนิคที่ได้จากผู้ปฏิบัติงาน และนำข้อมูลในเวทีสัมมนาแห่งนี้ไปผลักดันเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลของแต่ละประเทศทั้ง 6 ประเทศ เช่น การจัดการภัยแล้ง วัฏจักรน้ำท่วมน้ำหลาก หรือสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับท่าทีล่าสุดจากจีน ที่แม้ว่าจะยอมเปิดเผยข้อมูลระดับน้ำโขงแล้ว แต่จีนเองก็ยังปฏิเสธเสียงเรียกร้องจากกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมก่อนหน้านี้ที่ขอให้จีนเปิดเผยข้อมูลย้อนหลังในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ำโขงก่อนและหลังการสร้างเขื่อนของจีน
สิ่งที่จีนทำได้ในเวทีนี้ก็เป็นเพียงแค่การแก้ต่างเพื่อเบรกอารมณ์ของที่ประชุมเท่านั้น ดังที่ เฉินมินจง รองอธิบดีกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน ที่ได้โทษ
“ความแห้งแล้ง” ด้วยการยืนยันว่าสาเหตุที่ทำให้แม่น้ำโขงตอนล่างแห้งขอดนั้นเป็นเพราะอากาศทั่วภูมิภาคประสบความแห้งแล้งผิดปกติ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลง ซึ่งจีนไม่ได้มีการกักเก็บน้ำที่เขื่อนเสี้ยวหวานที่อยู่เหนือลุ่มน้ำโขงขึ้นไปแต่อย่างใดขณะเดียวกันทางด้านเสียงจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ทั้งธนาคารโลก และเอดีบี ซึ่งต่างก็เป็นองค์กรเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้กับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ในโครงการก่อสร้างเขื่อน ต่างก็เห็นตรงกันว่าน้ำเสียงความคาดหวังจากเวทีการประชุมคราวนี้ของแต่ละประเทศนั้นไม่แตกต่างกัน เมื่อทุกชาติยอมรับว่า
“น้ำ” คือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญมากที่สุด เป็นยิ่งกว่าทองคำหรือน้ำมันไซมอน แอนดริวส์ ผู้จัดการภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตัวแทนธนาคารโลก กล่าวว่า การขาดแคลนน้ำกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจไปแล้ว ไม่ใช่ปัญหาเชิงท้องถิ่นของแต่ละประเทศอีก ดังนั้นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นก็คือ ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบ เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตอาหารและพลังงาน เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตน้ำในภายภาคหน้าเริ่มส่อเค้ารุนแรง
เห็นได้ชัดเจนจากตัวอย่างในระดับโลกที่ยังมีประชากรโลก 1 ใน 5 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำ และน้ำส่วนใหญ่ 90% ใช้ไปกับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เหลือเพียง 10% เท่านั้นที่ใช้อุปโภคบริโภค จากการคาดการณ์แนวโน้มความต้องการน้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็นหลายเท่าตัว
นอกจากนั้น แม้ว่าระบบชลประทานที่หลายประเทศเร่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดจะดีขึ้น แต่เกิดการสูญเสียน้ำไปเปล่าประโยชน์จำนวนมาก ขณะที่การจัดการน้ำเสียก็ยังมีปัญหา คือ 90% ของน้ำสกปรกโสโครกยังถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติเป็นเงาตามตัวกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น 3 เท่า แค่ในศตวรรษที่ 20 จึงทำให้ความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่า
“
ทางออกของการแก้ไขวิกฤตน้ำนั้นไม่ได้อยู่ที่การสร้างอุปทานเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียว แต่ละประเทศต้องมีความรับผิดชอบด้านสิทธิและผลประโยชน์ในประเทศที่สายน้ำไหลผ่าน การบริหารจัดการด้านอุปสงค์ การใช้น้ำอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและเกษตร” ไซมอน กล่าวแทนที่จะมัวแต่โทษกันไปมาถึงการสร้างเขื่อนทั้งที่ขวางลำน้ำโขงโดยตรงอย่างเช่นในจีน หรือการสร้างเขื่อนขวางลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงอย่างการสร้างเขื่อนในลาว ทางออกในวันนี้คือทุกฝ่ายต้องจริงใจเปิดเผยข้อมูลบริหารน้ำโขงร่วมกัน ซึ่งเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุด ณ เวลานี้
ในเมื่อลำน้ำโขงกำลังแห้งขอดจนแทบสิ้นลายของคำว่า...แม่น้ำ







