posttoday
เพิ่มทุนแบงก์รัฐ

เพิ่มทุนแบงก์รัฐ

28 กุมภาพันธ์ 2556

ผมเคยเขียนชมอดีตรัฐมนตรีคลัง ธีรชัยภูวนาถนรานุบาล เรื่องแนวทางในการแก้ปัญหาเรื้อรังของระบบธนาคารเฉพาะกิจ น่าเสียดายที่คุณธีรชัยอยู่ได้ไม่นานก็ถูกเปลี่ยนตัว คนมาใหม่ก็ไม่ได้สานต่อนโยบายเดิม

ผมเคยเขียนชมอดีตรัฐมนตรีคลัง ธีรชัยภูวนาถนรานุบาล เรื่องแนวทางในการแก้ปัญหาเรื้อรังของระบบธนาคารเฉพาะกิจ น่าเสียดายที่คุณธีรชัยอยู่ได้ไม่นานก็ถูกเปลี่ยนตัว คนมาใหม่ก็ไม่ได้สานต่อนโยบายเดิม

ผ่านมาไม่นาน ปัญหาก็สุกงอมและระเบิดออกมาอีกรอบหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาเดิมๆ คือหนี้เสียพุ่ง และเงินกองทุนมีไม่เพียงพอ ต้องขอให้กระทรวงการคลังช่วยเพิ่มทุนให้

มีที่เป็นพิเศษคือ ธ.ก.ส. ซึ่งต้องแบกรับภาระการรับจำนำข้าวนับแสนล้านบาทตามนโยบายรัฐบาล ทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนเช่นกัน

แนวทางของคุณธีรชัยเริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า กระทรวงการคลังไม่เชี่ยวชาญในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน จึงควรโอนความรับผิดชอบไปให้ ธปท. เพื่อที่การกำกับดูแลธนาคารเฉพาะกิจเหล่านี้จะได้เป็นมาตรฐานเดียวกับระบบธนาคารพาณิชย์

นอกจากจะกำกับไม่เป็นแล้ว บางครั้งการให้ข่าวแบบผิดจังหวะของฝ่ายการเมืองก็ทำให้เกิดความแตกตื่นได้ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมธนาคารเฉพาะกิจที่ตกเป็นข่าว เช่นเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวจากกระทรวงการคลังว่าจะจับธนาคารเฉพาะกิจที่มีปัญหาควบรวมกับธนาคารออมสิน ข่าวแบบนี้ทำให้มีประชาชนแห่ไปขอถอนเงินฝากเป็นจำนวนมาก

ธนาคารเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ นอกจาก ธ.ก.ส.แล้ว ก็มีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งต่างมีหนี้เสียสูง และมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนในปริมาณไม่ยิ่งหย่อนกว่า ธ.ก.ส. คือแห่งละเกินหนึ่งหมื่นล้านบาท

แนวทางที่กระทรวงการคลังยุคปัจจุบันบอกว่าจะใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ภาระในการเพิ่มทุนเหลือน้อยที่สุด และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทำนองเดียวกันอีกในอนาคต ผมพิจารณาดูแล้วต้องขอวิจารณ์ว่าเป็นการเดินผิดทาง เป็นวิธีการที่ไม่ต่างจากที่เคยทำมาแล้วในอดีต ซึ่งไม่เคยได้ผล เพิ่มทุนไปไม่กี่ปีปัญหาก็วนเวียนกลับมาอีก

ผมขอไล่เรียงให้ฟังเป็นรายประเด็น ดังนี้

หนึ่ง การให้ธนาคารเฉพาะกิจที่ขอเพิ่มทุนทำแผนฟื้นฟูมาเสนอเพื่อประกอบการพิจารณา บอกตรงๆ ผมไม่เห็นประโยชน์ของแผนฟื้นฟู เพราะไม่ว่าจะทำมาดีแค่ไหนก็จะถูกเก็บเข้าลิ้นชัก ไม่ได้ผูกพันคณะกรรมการและผู้บริหารชุดต่อไป

นอกจากนี้ แผนฟื้นฟูยังเป็นสิ่งที่ธนาคารเฉพาะกิจมักจะทำเองไม่เป็น ต้องไปจ้างที่ปรึกษาราคาแพงมาทำให้ เป็นการเสียเงินเสียทองโดยไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

สอง การมีเงื่อนไขให้ธนาคารเฉพาะกิจที่ขอเพิ่มทุนต้องพยายามแก้ไขปัญหาหนี้เสียเสียก่อน ซึ่งธนาคารเหล่านี้ก็จะทำแผนเสนอมาว่า ภายใน 6 เดือน หรือ 1 ปี จะแก้หนี้เสียได้เท่าไร และภายในกี่ปีจะแก้ไขได้ทั้งหมด

ต้องบอกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโกหกพกลมทั้งเพ วิธีแก้หนี้เสียดังกล่าวส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการเรียกลูกหนี้มาเซ็นสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งก็มักหนีไม่พ้นต้องยืดเวลาชำระหนี้ออกไป และลดภาระที่จะต้องชำระคืนในระยะแรก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ลูกหนี้แข็งแรงขึ้นอย่างจริงจัง พอพ้นช่วงผ่อนปรนก็มักจะกลับมามีปัญหาอีก

ลองนึกภาพดูก็ได้ว่า คนที่บกพร่องในการอนุมัติสินเชื่อและดูแลลูกหนี้มาแต่ต้น จะมีความสามารถพิเศษอะไรที่จะทำให้หนี้เสียกลับมาดีได้

สาม การให้ปรับปรุงหรือยกเครื่องระบบการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้เกิดความรัดกุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่คนสั่งจะสั่งอย่างไรก็ได้ แต่จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาก็สั่งกันมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยเห็นมีใครสั่งให้หย่อนยานลง

สี่ การให้เน้นสินเชื่อรายย่อยและลดสัดส่วนสินเชื่อรายใหญ่ โดยมีข้อสังเกตจากไอแบงก์ว่า สินเชื่อที่ให้กับมุสลิมมีเพียง 3% ที่เหลือส่วนใหญ่ให้กับรายใหญ่

ที่ถูกที่ควรคือ ต้องห้ามไม่ให้ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่โดยเด็ดขาด หากการไม่ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่จะทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ก็ให้ของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นรายปี

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าไอแบงก์กับเอสเอ็มอีแบงก์ในเรื่องสินเชื่อรายใหญ่ คือ ธนาคารออมสิน หากเกิดปัญหาทำนองเดียวกันในอนาคต ขนาดของความเสียหายอาจจะมากกว่ากันนับสิบเท่า

ห้า สำหรับประเด็นที่ผมอยากพูดถึงมากที่สุดในวันนี้ คือเรื่องการมอบหมายให้คณะกรรมการของธนาคารเฉพาะกิจเหล่านี้ทำการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ที่ถูกที่ควรคือ เนื่องจากคณะกรรมการคือผู้รับผิดชอบสูงสุดขององค์กร บุคคลเหล่านี้จึงควรตกเป็นผู้ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นประธานกรรมการและคณะกรรมการบริหาร ควรต้องถูกกล่าวโทษร่วมกับผู้บริหารด้วย

หากจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ควรเป็นบุคคลภายนอก หรือมิฉะนั้นก็ให้หน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น ดีเอสไอ เข้ามาตรวจสอบ

ปัญหาหนี้เสียรายใหญ่ นอกจากจะเกิดจากความบกพร่องของผู้บริหารแล้ว คณะกรรมการก็มักจะบกพร่องด้วยในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ในกรณีธนาคารเฉพาะกิจ บ่อยครั้งผู้ขอสินเชื่อรายใหญ่จะวิ่งเต้นผ่านคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวประธานกรรมการ

คณะกรรมการคือส่วนหัวขององค์กรหากหัวไม่กระดิก ก็ยากที่หางจะส่ายได้

การมอบหมายให้ผู้ต้องสงสัยทำหน้าที่เป็นตำรวจเสียเองจึงเป็นเรื่องผิดหลักการ ผิดฝาผิดตัว เป็นการลูบหน้าปะจมูกเพื่อตบตาประชาชน เพื่อให้ในที่สุดไม่ต้องมีใครรับผิดชอบหรือถูกลงโทษ ทั้งๆ ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับชาติบ้านเมืองจำนวนมหาศาล

มีคนบอกว่า กฎเกณฑ์ปัจจุบันยากที่จะเอาผิดคณะกรรมการได้ หากเป็นเรื่องจริงก็ควรเร่งแก้ไขกฎเกณฑ์เสียใหม่ ต่อไปเมื่อมีตัวอย่างคณะกรรมการถูกจับติดคุกเสียบ้าง ระบบธนาคารเฉพาะกิจ และระบบรัฐวิสาหกิจโดยรวม ก็จะมีปัญหาน้อยลง

ก่อนจบ อยากเตือนว่าไม่ควรลืมทางเลือกที่จะยุบ ควบรวม (กับธนาคารกรุงไทยหรือธนาคารออมสิน) และโอนการกำกับดูแลไปให้ ธปท.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท