
นโยบายเศรษฐกิจกทม.
เศรษฐกิจกรุงเทพมหานครมีมูลค่าประมาณ 30% ของ GDP ประเทศไทย การบริหาร กทม.ควรเป็นอย่างไร? เพื่อให้คน กทม.ทุกๆ กลุ่มอยู่ดีมีสุข และประเทศโดยรวมก็เดินหน้าไปด้วยกันในทิศทางที่ดีได้
เศรษฐกิจกรุงเทพมหานครมีมูลค่าประมาณ 30% ของ GDP ประเทศไทย การบริหาร กทม.ควรเป็นอย่างไร? เพื่อให้คน กทม.ทุกๆ กลุ่มอยู่ดีมีสุข และประเทศโดยรวมก็เดินหน้าไปด้วยกันในทิศทางที่ดีได้
1.ต้องมีนโยบายที่สร้างสรรค์และทำได้จริง ไม่สร้างผลกระทบเสียหายกับภาคส่วนอื่น รวมทั้งอนาคตด้วย
2.งานเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยิ่งเมืองใหญ่ก็ยิ่งซับซ้อน ต้องการผู้บริหารที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และมีความซื่อสัตย์สุจริต
3.ต้องสามารถยืนหยัดปกป้องประโยชน์ของ กทม. โดยรักษาความสมดุลกับประโยชน์ของประเทศ ซึ่งผู้เขียนได้เคยวิเคราะห์ประเด็น “รอยต่อ” ไปแล้ว
นโยบายเศรษฐกิจของอดีตผู้ว่าฯ กทม.นั้น บางอย่างเป็นการต่อยอดสิ่งที่ทำมาแล้ว แม้ต้องผ่านไฟผ่านน้ำ ซึ่งคงเป็นวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ กทม.ก็ว่าได้ แต่ก็ยังสามารถทำให้ กทม.ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก จากนิตยสาร Travel & Leisure ได้ถึง 3 ปีซ้อน ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ชื่นชม กทม.ที่ควบคุมไม่ให้เกิดโรคระบาดในช่วงวิกฤตน้ำท่วมได้สำเร็จ ผลงานรูปธรรมที่เห็นง่ายๆ แต่ทำได้ยาก อาทิ การปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบสนามหลวงให้สวยสะอาดเป็นระเบียบ ย้ายนกพิราบไปอยู่ในที่เหมาะสม เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ผู้ที่ไปพักผ่อนหรือทำกิจกรรม
การท่องเที่ยวเป็นภาคธุรกิจที่สลักสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมาก กทม.เป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของไทย และยังเป็นศูนย์เชื่อมต่อ (Hub) ของการท่องเที่ยวภายในประเทศและในภูมิภาคอีกด้วย การเพิ่มและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงอนุรักษ์อาจเป็นนโยบายกว้างๆ ที่ผู้สมัครส่วนใหญ่พูดเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่สำคัญคือใครจะบริหารจัดการให้เป็นจริงได้และได้มากที่สุด เสน่ห์ของการท่องเที่ยวอยู่ที่ความสะดวก สะอาด ปลอดภัย และบริการ
ฉะนั้น นโยบายต่างๆ ที่ยกคุณภาพชีวิตคน กทม.ในเรื่องเหล่านี้ นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจต่างๆ ใน กทม.แล้ว ยังเป็นผลบวกต่อการท่องเที่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มเส้นทางจักรยานและจักรยานเช่า การสร้าง Monorail 5 สาย เชื่อมขนส่งมวลชน (ต่อยอดงานของอดีต 2 ผู้ว่าฯ กทม.พรรคเดียวกัน) เพิ่ม Sky Walk ปรับปรุงจุดตัด/ทางลัด สร้างอุโมงค์ลอดทางรถไฟ เพิ่ม CCTV และขยายการเชื่อมต่อ เพิ่มไฟส่องสว่าง เพิ่มบริการเก็บขยะไม่ให้ตกค้าง เพิ่มโรงบำบัดน้ำเสีย ขยายระบบข้อมูลจราจรออนไลน์ (BMA Live Traffic) ที่ได้เริ่มใช้แล้ว หรือแม้แต่การติดตั้ง Free Wifi 5,000 จุด นอกจากนี้ยังมีนโยบายฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น คนขับรถแท็กซี่และรถโดยสาร ทั้งด้านภาษาอังกฤษและการให้บริการที่ประทับใจ
แล้วยังมีนโยบายที่เรียกได้ว่าแปลกใหม่ เช่น
•ขยายเศรษฐกิจภาคกลางคืน เช่น การขนส่งและกระจายสินค้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทั้งฝ่ายรับและฝ่ายส่ง ทำให้กลางวันรถติดน้อยลง มลภาวะโดยรวมก็ลดลง ทั้งยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในส่วนของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย
นโยบายสุขภาพที่ใช้หลักเศรษฐศาสตร์มีระบบจูงใจ “ไม่ป่วยทั้งปี รับฟรี 1,000 บาท” ฟังเหมือนประชานิยม แต่ความจริงคือให้เครดิตกับคนที่รักษาสุขภาพตนได้แข็งแรง ไม่ต้องใช้งบประมาณดูแลรักษาให้สามารถสะสมไว้ เผื่อวันใดเจ็บป่วยก็นำเครดิตนั้นมาซื้อบริการที่เกินสิทธิประโยชน์ปกติได้
•ตลาดสร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ (Young Designer Market) เป็นการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
•ธนาคารข้อมูลอาเซียนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs ASEAN Data Bank) จะสร้างจุดแข็งและโอกาส เมื่อมีการเปิดตลาดอาเซียน ประสบการณ์ด้านต่างประเทศของสุขุมพันธุ์จะช่วยในการเชื่อมโยงจัดหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้มากกับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น เรื่องภาษี กฎหมายแรงงาน สถานการณ์ตลาด ค่าแรง หรือเงื่อนไขในท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น
แล้วจะทำนโยบายที่แปลกใหม่ได้จริงหรือ? ต้องดูนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่ต้องจัดตั้งกระบวนการมากมาย แต่ก็สามารถทำได้ภายในเวลา 8 เดือนไม่ถึงปี เป็นมาตรการที่ให้ประโยชน์เกษตรกรอย่างทั่วถึง ไม่ใช่แค่ส่วนน้อย แม้จะให้แบบ “พอเพียง” ก็ยังช่วยให้ดัชนีรายได้เกษตรกรสูงขึ้นกว่า 80% (ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย) นับเป็นนวัตกรรมทางนโยบายเกษตร ซึ่งไม่ขัดต่อข้อบังคับขององค์การการค้าโลก (WTO) เงินทุกเม็ดถึงเกษตรกรไม่รั่วไหล ไม่ก่อหนี้สินมโหฬาร
ในส่วนของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์จะใช้ความเชี่ยวชาญการต่างประเทศกับงาน กทม. หลายคนคงจำวีรกรรมที่อดีต รมช.ต่างประเทศ ผู้นี้ยอมเป็นตัวประกันในกรณีสถานทูตพม่าถูกยึดได้ ชายคนนี้รูปร่างเทอะทะ พูดก็ไม่เก่ง แต่มีกึ๋น มุ่งมั่นทุ่มเท แม้มีเรื่องที่เป็นข่าวอย่าง BTS หรือสนามฟุตซอล แต่ทุกอย่างอธิบายได้หมด
ท้ายที่สุด เป็นเรื่องข้อดีของผู้ว่าฯ ที่มาจากพรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน คือพรรคนั้นจะต้องรับผิดชอบหากทำอะไรเสียหาย พรรคการเมืองระดับชาติจะคอยถ่วงดุลให้ผู้ว่าฯ หาความพอดีที่ถูกต้อง ระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของ กทม.กับประโยชน์รวมของประเทศ
ทิศทางของ กทม.และประเทศไทยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการเลือกของทุกๆ ท่าน







