
“อาเบะโนมิกส์” ส่อล่มกระตุ้นเกินตัวเสี่ยงถังแตก
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศที่น่าจับตามองนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น”
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศที่น่าจับตามองนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น “ญี่ปุ่น” เนื่องจากนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ขึ้นมาเป็นรัฐบาลเมื่อปลายปีที่แล้ว แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งเรื่องของภาวะเงินฝืด ค่าเงินเยนที่แข็งค่ามากเกินไป ก็ดูจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเลยทีเดียว
สำหรับแผนการที่จะปูทางไปสู่เป้าหมายของ อาเบะ ซึ่งเรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” นั้น ประกอบไปด้วย 1) การเร่งรัดให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้มาตรการอัดฉีดทางการเงินที่หนักหน่วงกว่าที่เคยเป็นมา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อไปอยู่ที่ 2% จากเดิม 1% และขยายโครงการการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) ซึ่งในต้นปีหน้าเป็นต้นไปจะเป็นการใช้แบบไม่จำกัดวันสิ้นสุด หรือที่เรียกกันว่าปลายเปิด
2) แผนการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนอย่างมหาศาลโดยผ่านการลงทุนและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องเร่งใช้จ่ายงบประมาณการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ให้ได้ 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.1 ล้านล้านบาท) ภายใน 15 เดือนข้างหน้านี้
แม้ว่าแผนการ “อาเบะโนมิกส์” นั้นจะช่วยสร้างความหวังใหม่ให้กับญี่ปุ่นในการหลุดพ้นจากบ่วงปัญหาที่เป็นอยู่ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแผนดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้ตลาดหุ้นนิกเกอิดีดตัวสูงขึ้นถึง 30% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทว่าหากมองในระยะยาวแล้วต้องบอกเลยว่า แผนการดังกล่าวยากมากที่จะนำไปสู่เป้าหมายความสำเร็จเหมือนดังที่นายกฯ ญี่ปุ่นตั้งใจเอาไว้
เริ่มจากแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 10 ล้านล้านเยน ถูกมองว่าจะช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจการลงทุนในประเทศระยะสั้นๆ เท่านั้น ขณะที่ในระยะยาวแผนการลงทุนดังกล่าวอาจกลายมาเป็นการสร้างภาระ แถมก่อหนี้สินให้กับรัฐบาลเพิ่มขึ้นไปอีก และอาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายทางการคลังของรัฐบาลได้เลยทีเดียว
ต้องยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งสาธารณูปโภคในญี่ปุ่นนั้นมีมากอยู่แล้ว ดังนั้นการกระตุ้นลงไปก็ไม่อาจจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีมากดังที่หวังไว้ ซ้ำยังเป็นการลงทุนไปอย่างสูญเปล่าอีกด้วย
ข้อมูลจากรอยเตอร์สระบุว่า ในญี่ปุ่นมีโครงข่ายถนนที่ยาวถึง 1.2 ล้านกิโลเมตรอยู่แล้ว และถือว่ายาวที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก มีสะพานอยู่ถึง 6.8 แสนแห่ง อุโมงค์ใต้ดินเกือบ 1 หมื่นแห่ง รถไฟความเร็วสูงกว่า 250 ขบวน และสนามบินอีกกว่า 98 แห่ง
และในอดีตที่ผ่านมา การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ก็มักจะขาดการวางแผนและยุทธศาสตร์ในการใช้งานที่ชัดเจน อีกทั้งยังมีปัญหาการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การใช้เงินลงทุนมากเกินความจำเป็น ซึ่งในที่สุดอาจทำให้แผนการลงทุนดังกล่าวอาจกลายเป็นคมหอกที่กลับมาทิ่มเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ทรุดหนักลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัจจุบันหนี้สาธารณะมีสูงอยู่แล้วถึง 230% ต่อจีดีพี หรือมากกว่า 13 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (มากที่สุดในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วในขณะนี้)
เห็นได้จากโครงการใหญ่ๆ ที่ไม่สร้างความคุ้มค่าใดๆ ต่อทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสร้างสนามบินอิบารากิในปี 2010 ที่อยู่ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว ด้วยงบประมาณราว 225 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเป็นศูนย์กลางของเครื่องบินต้นทุนต่ำ ทว่าปัจจุบันกลับทำหน้าที่เพียงแค่รองรับเที่ยวบินเพียง 6 ลำต่อวันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาล อาเบะ จะออกมาแก้ต่างเมื่อไม่นานมานี้ว่าโครงการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐจะต้องมีการปฏิรูป เพื่อให้การลงทุนไม่สูญเปล่าเหมือนในอดีต แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายอย่างที่คิด เพราะยังต้องมีค่าบำรุงรักษาซ่อมแซมโครงการที่จะตามมาอีก ซึ่งเฉพาะแค่ค่าบำรุงรักษาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวนั้นก็คาดว่าภายในปี 2060 รัฐบาลจะต้องใช้งบมากถึง 190 ล้านล้านเยน หรือเฉลี่ยปีละ 5 ล้านล้านเยน
“รัฐบาลมีหนี้เยอะมากเกินไปอยู่แล้ว ที่ประมาณ 13 ล้านล้านเยน ขณะที่รายรับของภาครัฐต่อปีมีเพียง 5 แสนล้านเยน และถ้าหากดอกเบี้ยขึ้นเพียง 1% รัฐบาลก็จะต้องนำเงินจากงบประมาณถึง 1 ใน 4 ไปชำระหนี้ ดังนั้นต่อให้การลงทุนของรัฐบาลจะดูดีและได้รับเสียงสนับสนุนมากเพียงไร แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เสี่ยงเช่นกันว่าจะทำให้ญี่ปุ่นต้องล้มละลายได้” ทาเคชิ ฟูจิมูระ นักเศรษฐศาสตร์และผู้จัดการกองทุนเฮดฟันด์ กล่าวให้สัมภาษณ์กับบีบีซี
ในส่วนแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางการอัดฉีดนโยบายการเงินนั้น แม้ว่าญี่ปุ่นจะหันมาเดินหน้าออกมาตรการอัดฉีดอย่างหนัก จนมีส่วนทำให้ค่าเงินเยนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาอ่อนลงมาถึง 15% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และล่าสุดมีข่าวแว่วว่ารัฐบาลกำลังผลักดันให้ ฮารูฮิโกะ คุโรดะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เข้ามานั่งเป็นประธานธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินนโยบายรัฐบาล แต่นั่นก็ไม่ใช่เครื่องรับประกันว่าการลุยกระตุ้นดังกล่าวจะนำไปสู่ความสำเร็จดังที่ญี่ปุ่นหมายมั่นเอาไว้ในระยะยาว
เพราะพื้นที่ว่างสำหรับการใช้มาตรการการเงินหรือกระสุนสำรองของญี่ปุ่นนั้นได้ใช้ไปเกือบหมดเกลี้ยงแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งการกดดอกเบี้ยต่ำจนใกล้ถึง 0% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลก็ต่ำลงมาก อยู่ที่ 0.71% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) รัฐบาลของบีโอเจ
ดั้งนั้น การใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินผ่านบีโอเจจึงส่งผลต่อทิศทางและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจน้อยมาก
นอกจากนี้ ในอีกมุมหนึ่ง การที่ธนาคารกลางเข้ามามีบทบาทมากจากการเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลโดยผ่านการทำคิวอีมากเกินไป ก็อาจสร้างความยากลำบากใจให้แก่ตัวธนาคารกลางแดนปลาดิบเองในการที่จะถอนตัวออกจากโครงการดังกล่าว โดยไม่ทำให้เกิดภาวะปั่นป่วนทางการเงินและการคลังของรัฐบาล
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บรรดานักวิเคราะห์ต่างชาติพากันออกมาชี้ว่า ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่รัฐบาลต้องแก้ไข คือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในและหันมาเสริมศักยภาพของธุรกิจให้สามารถแข่งกับตลาดต่างชาติได้แทน
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญก็คือ รัฐบาลของ อาเบะ ที่มาจากพรรคการเมืองสายอนุรักษนิยมอย่างแอลดีพี จะกล้าริเริ่มลงมือทำหรือไม่
จึงน่าจับตาว่าแผนเศรษฐกิจตำรับ “อาเบะโนมิกส์” จะพาเศรษฐกิจแดนปลาดิบไปได้ไกลแค่ไหน และจะล้มเหลวหรือไม่







