
วิธีตัดวงจรอุบาทว์ของแบงก์รัฐ!
ถ้าท่านศึกษาประวัติการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือแบงก์รัฐบางแห่งดู จะพบว่าทุกๆ รอบเวลาประมาณ3 ปี จะแสดงผลดำเนินงานที่มีกำไรมีการขยายสินเชื่อที่ก้าวกระโดด ผู้บริหารออกมาแสดงวิสัยทัศน์เลิศหรู แสดงความพร้อมทุกด้านที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ของเอกชน
ถ้าท่านศึกษาประวัติการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือแบงก์รัฐบางแห่งดู จะพบว่าทุกๆ รอบเวลาประมาณ3 ปี จะแสดงผลดำเนินงานที่มีกำไรมีการขยายสินเชื่อที่ก้าวกระโดด ผู้บริหารออกมาแสดงวิสัยทัศน์เลิศหรู แสดงความพร้อมทุกด้านที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ของเอกชน
หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 ปี ภาพของสถาบันการเงินแห่งเดียวกันจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือ จะกลายเป็นสถาบันการเงินที่มีปัญหาสินเชื่อที่ปล่อยไปกลายเป็นหนี้เสีย มีการกล่าวโทษผู้บริหารว่าปล่อยสินเชื่อโดยไม่สุจริต ขาดความรอบคอบระมัดระวังทำให้สถาบันได้รับความเสียหาย
สักพักหนึ่งกระทรวงการคลังก็จะนำเงินภาษีอากรของประชาชนเข้าไปเพิ่มทุนให้ เพื่อทำให้สถาบันการเงินแห่งนั้นมีเงินกองทุนเพียงพอที่จะขยายสินเชื่อต่อไป และส่งทีมงานใหม่เข้าไปบริหารจัดการแทน
ผู้บริหารใหม่ก็จะแสดงวิสัยทัศน์ที่เลิศหรู แสดงความพร้อมทุกด้านที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐ ที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ของเอกชน เกิดวงจรใหม่ต่อไป
พอครบ 3 ปี สินเชื่อที่ปล่อยไปก็จะกลายเป็นของเน่าเสียต้องขอเพิ่มทุนใหม่ การดำเนินงานหยุดชะงักระหว่างที่กำลังมีปัญหารอการสะสาง
ท้ายที่สุด ปัญหาก็จะถูกแก้ไขด้วยเงินภาษีของประชาชนที่ถูกนำเข้าไปเพิ่มทุนให้เพื่อความอยู่รอดของสถาบันการเงินเหล่านั้น
ก็จะเรียกปรากฏการณ์ที่ว่านี้ว่า เป็นวงจรอุบาทว์ก็คงไม่ผิด แต่จะผิดมาก ถ้าท่านเผอิญไปท้วงติงผิดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่เขากำลังปล่อยสินเชื่ออย่างเมามัน ตั้งแต่ถูกกล่าวหาว่าท่านไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่จะให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ท่านไม่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของธนาคารของรัฐว่า ถ้าท่านไม่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ด้อยโอกาสแล้วใครจะเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้เขาเหล่านั้น
คำว่า “ความเสี่ยง” เป็นวลีต้องห้ามเด็ดขาดเวลาที่เขากำลังสนุกสนานกับการปล่อยสินเชื่อกัน
จนเมื่อสินเชื่อที่ปล่อยไปกลายเป็นหนี้เสียทีนี้จะมีผู้รู้มากมายออกมาวิเคราะห์ว่า ทำไมสินเชื่อที่ปล่อยไปจึงกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้มีการปล่อยสินเชื่อโดยขาดความรอบคอบระมัดระวังหรือโดยไม่สุจริต
โดยที่ผู้เสียหายตัวจริง คือ ผู้เสียภาษีไม่เคยมีปากมีเสียงใช้สิทธิเรียกร้องความเสียหาย หรือยับยั้งวงจรอุบาทว์นี้ คงก้มหน้าก้มตาจ่ายเงินภาษีให้เขาเอาไปเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินที่มีปัญหารอบแล้วรอบเล่า เพราะมองไปเห็นว่า ตัวเองมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเสียหายของสถาบันการเงินเหล่านั้นอย่างไร
ท่านว่าน่าเศร้าหรือไม่ละครับ
ทีนี้ลองมาวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เกิดหนี้เสียหนักหนาสาหัสอย่างน่าเชื่อในสถาบันการเงินเฉพาะกิจบางแห่งว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ว่าทำอย่างไรให้เกิดหนี้เสียน้อยที่สุด
ขออนุญาตไม่พูดถึงการปล่อยสินเชื่อโดยไม่สุจริต เพราะการปล่อยสินเชื่อโดยไม่สุจริต คือ การปล่อยสินเชื่อไปทั้งที่รู้ๆ อยู่เต็มอกว่า จะไม่ได้รับชำระหนี้คืน แค่เผอิญทำไปแล้วได้เงินได้ยศได้ตำแหน่ง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่พูดไปก็เท่านั้น ในสังคมที่ยังลูบหน้าปะจมูกกันอยู่ และผู้คนยังมีความเชื่อว่า การทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ถ้าตนเองมีส่วนได้รับผลประโยชน์ด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การปล่อยสินเชื่อไปแล้วเกิดความเสียหายมากว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร จะป้องกันได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ปรัชญาของการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อดูแลธุรกิจขนาดเล็กและประชาชนที่มีรายได้น้อยถูกบิดเบือน
โดยส่วนตัวมีความเห็นว่า การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่จะต้องปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้ที่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ที่กู้ไปคืนเท่านั้น
พูดอย่างนี้ หลายท่านอาจไม่ชอบใจว่าผู้เขียนกำลังใช้ทัศนคติแบบนายทุนนายแบงก์พาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่มีรายได้น้อยหรือธุรกิจขนาดเล็ก
หลายท่านอาจแย้งว่า ถ้าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องขอพึ่งบริการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
ผมยังขอยืนยันความเห็นครับว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะต้องปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่วิเคราะห์แล้วว่า มีความสามารถที่จะชำระหนี้คืนเท่านั้น ถ้าไม่อยากให้เกิดวงจรอุบาทว์ที่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้
ลองตั้งคำถามตัวเองก็ได้ครับว่า การปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้ว จะช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นหรือเลวลง การปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดไหนก็ตามที่ไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพขายแก่ลูกค้า ธุรกิจที่เงินจมอยู่ในสต๊อกสินค้า เพราะขายสินค้าไม่ออก หรือจมอยู่ในลูกหนี้ที่ขายสินค้าไปแล้วเก็บเงินไม่ได้ข้ามปี หรือธุรกิจที่ผู้บริหารไซฟอนเงินออกไปทำธุรกิจอย่างอื่น หรือสร้างปราสาทราชวังอยู่ จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นหรือเลวลง
ถ้าคิดว่าเลวลงปล่อยสินเชื่อไปแล้วไม่ได้รับชำระหนี้คืน จะปล่อยสินเชื่อไปทำไมครับ ให้เกิดปัญหาด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ความแตกต่างระหว่างการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จึงไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายหนึ่งปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ที่สามารถชำระหนี้ได้ อีกฝ่ายหนึ่งปล่อยสินเชื่อให้กับใครก็ได้ที่มาขอกู้ แต่อยู่ที่การกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อแตกต่างกัน แต่สู่เป้าหมายเดียวกัน คือ เมื่อปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ผู้กู้จะต้องมีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้
ธนาคารพาณิชย์กำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ให้สั้นที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงของธนาคาร แต่สถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจขยายเวลาผ่อนคืนหนี้ให้ยาวขึ้นกว่าธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยในอัตราตลาด แต่สถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำเป็นพิเศษแก่ลูกค้าบางกลุ่ม
ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อเท่าที่จำเป็นตามสัดส่วนระหว่างหนี้สินต่อทุน ตามมาตรฐานความเสี่ยงของเขา แต่สถาบันการเงินเฉพาะกิจอาจเพิ่มสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ถ้าจำเป็น ถ้าเพิ่มสินเชื่อให้แล้วทำให้คนดำเนินธุรกิจคล่องตัวขึ้น และยังสามารถชำระหนี้สินคืนได้โดยขยายเวลาการชำระคืนหนี้ออกไป
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เพื่อให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้ได้ตามกระแสเงินสดของแต่ละรายก็เท่านั้นแหละครับ หนี้ก็จะไม่เสียและโอกาสที่ผู้ที่มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กที่มีศักยภาพที่จะขอกู้เงินก็จะเพิ่มขึ้น เพราะไม่ถูกเบียดบังโดยผู้กู้ที่ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้คืน
เคล็ดลับของการปล่อยหนี้ไม่ให้เสีย คือ ให้เงินกู้แก่ผู้ที่สามารถจ่ายหนี้คืนได้เท่านั้น จะช้าจะเร็วจะมากจะน้อยไม่สำคัญ
แค่นี้ก็ตัดวงจรอุบาทว์ได้แล้ว







