posttoday
วิกฤตเกษตรกรรมไทยกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วิกฤตเกษตรกรรมไทยกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

26 กุมภาพันธ์ 2556

นับวันปัญหาสภาพภูมิอากาศยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเข้าไปทุกวัน วันก่อนประเทศจีนประสบวิกฤตมลพิษเข้าไป ทำให้ประชากรส่วนใหญ่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย ในขณะที่ยอดผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นผลพวงจากปรากฏการณ์โลกร้อนอย่างหนึ่ง กล่าวคือ อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้มวลอากาศร้อนขึ้น เมื่ออากาศร้อนขึ้น น้ำหนักอากาศจะเบาและลอยตัวสูงขึ้น ความกดอากาศบริเวณดังกล่าวก็จะต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ ทำให้หมอกควันบริเวณดังกล่าวกระจายตัวลำบาก ปัญหามลพิษในหลายเมืองใหญ่ของประเทศจีนล้วนมาจากผลงานของมนุษย์เรา

นับวันปัญหาสภาพภูมิอากาศยิ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเข้าไปทุกวัน วันก่อนประเทศจีนประสบวิกฤตมลพิษเข้าไป ทำให้ประชากรส่วนใหญ่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย ในขณะที่ยอดผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นผลพวงจากปรากฏการณ์โลกร้อนอย่างหนึ่ง กล่าวคือ อุณหภูมิเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ทำให้มวลอากาศร้อนขึ้น เมื่ออากาศร้อนขึ้น น้ำหนักอากาศจะเบาและลอยตัวสูงขึ้น ความกดอากาศบริเวณดังกล่าวก็จะต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ ทำให้หมอกควันบริเวณดังกล่าวกระจายตัวลำบาก ปัญหามลพิษในหลายเมืองใหญ่ของประเทศจีนล้วนมาจากผลงานของมนุษย์เรา

ผมขอหยิบยก 2 ประการมานำเสนอก่อนละกันครับ

ประการแรก ถ้าไม่มีการปล่อยควันพิษออกมาจากไอเสียรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล ลำพังสภาพความกดอากาศต่ำคงจะไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษครองเมืองอย่างที่ประเทศจีนกำลังประสบอยู่ขณะนี้

ประการต่อมา ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งอาจจะกล่าวว่าเป็นสาเหตุกระตุ้นให้สภาพความกดอากาศต่ำได้นั้น ยิ่งกิจกรรมการผลิตและการบริโภคของมนุษย์เรายังคงก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบริเวณน้ำและผิวโลกก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น

ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้น่าห่วงเพียงแค่ปัญหามลพิษและสุขภาพเท่านั้น แต่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิดังกล่าวจะทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายกลายเป็นน้ำทะเล และระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้น ลุกลามกระทั่งก่อให้เกิดสภาพภูมิอากาศแปรปรวนตลอดเวลา ซึ่งนับวันจะยิ่งถี่ขึ้นและยิ่งรุนแรงขึ้น ยากต่อการคาดเดา

ภัยแล้งและภาวะน้ำท่วมสลับไปมาเช่นเดียวกับในบ้านเราย่อมสะท้อนลักษณะของสภาพภูมิอากาศสุดโต่งได้เป็นอย่างดี

เมื่อสภาพลมฟ้าอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง ผลผลิตทางการเกษตรย่อมเปลี่ยนแปลงตาม เนื่องจากการผลิตสินค้าเกษตรพึ่งพิงสภาพลมฟ้าอากาศเป็นอย่างมาก เรายังคงจดจำภาพข่าวการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรจำนวนไม่น้อยได้ แน่นอนว่าผลกระทบที่พวกเราได้รับจากราคาสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นคงจะไม่สามารถเทียบเคียงได้กับความสูญเสียของเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแวดวงวิชาการนั้น กลับเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่ากลัวอย่างที่พวกเราคาดไม่ถึง กล่าวคือ เรื่องที่นักวิชาการเป็นห่วงกันมากที่สุดนั้น เป็นเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อปากท้องเพิ่มขึ้น พื้นที่เพาะปลูกการเกษตรและปริมาณอาหารก็ควรจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ในความเป็นจริง การเติบโตของภาคเกษตรกลับสวนทางกับการเพิ่มขึ้นของประชากรมิหนำซ้ำการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังบั่นทอนปริมาณผลผลิตพืชอาหารเนื่องจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนจะทำให้ระยะเวลาเพาะปลูกที่เหมาะสมลดลง พื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมก็จะลดลง

ยิ่งกว่านั้น แมลงและศัตรูพืชจะระบาดมากขึ้น

สุดท้าย เมื่ออาหารไม่เพียงพอต่อประชากร ถึงแม้ว่าเราสามารถทนต่อภัยธรรมชาติได้ แต่เราอาจจะไม่สามารถทนต่อความหิวโหยได้ อย่างที่เคยมีผู้เปรียบเปรยไว้ว่า “โลกที่หิวโหยนั้นเป็นโลกที่อันตราย” เฉกเช่นภาพการยื้อแย่งอาหารกันในบางประเทศ

สำหรับประเทศไทยเรา แม้ว่าจะประสบกับสภาพภูมิอากาศเหมือนกัน แต่ผมก็อาจจะรู้สึกอุ่นใจได้ว่าพื้นฐานบ้านเรานั้นยังคงเป็นเกษตรกรรมและกำลังแรงงานประมาณ 40% อยู่ในภาคเกษตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจตัวเลขผลผลิตภาคเกษตรแล้ว กลับพบว่าผลผลิตภาคเกษตรซึ่งควบรวมผลผลิตภาคประมงเข้าด้วยกันแล้ว กลับให้ผลผลิตรวมกันไม่ถึง 10% ของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวแทนภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศ

ยิ่งกว่านั้น สัดส่วนดังกล่าวของภาคเกษตรบ้านเรากำลังลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง

นี่จึงเป็นประเด็นที่เราควรจะปริวิตกกัน

แม้เรากำลังมุ่งหน้าพัฒนาประเทศจากภาคอุตสาหกรรม แต่เราไม่อาจจะปล่อยให้เกษตรกร ซึ่งเป็นกำลังแรงงานเกือบกึ่งหนึ่งในประเทศนี้ เก็บเกี่ยวผลผลิตเพียงแค่หยิบมือ ในขณะที่ภายในหยิบมือดังกล่าวนั้นเป็นความมั่นคงของประเทศ

ยิ่งกว่านั้น ถ้าแรงงานเกือบกึ่งหนึ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่ถึง 10% ในขณะที่แรงงานกึ่งหนึ่งที่เหลือเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เหลือได้ทั้งหมดแล้ว อนาคตบ้านเราจะเป็นอย่างไรต่อไป

เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหัวกะทิของเกษตรกร ซึ่งน่าจะจัดเป็นแรงงานประสิทธิภาพสูง จะหลั่งไหลออกจากภาคเกษตรกรรมสู่การงานอาชีพอื่น

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าทั้งปริมาณและคุณภาพของเกษตรกรในประเทศนี้กำลังลดลง ในขณะที่การทำไร่ไถนาขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอการระเบิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะภาครัฐเท่านั้นจึงจะจัดการได้ แต่เราทุกคน ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ได้ แต่อาจจะต้องเริ่มต้นจากภาครัฐก่อน

ถ้าพิจารณาจากแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบัน ซึ่งเสมือนกับแผนที่การเดินทางสู่การพัฒนาของบ้านเราขณะนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแรงของภาคเกษตรและความมั่นคงด้านอาหารไม่น้อย โดยแผนพัฒนาฯ กล่าวถึงการสนับสนุนสิทธิที่ดินทำกินแก่เกษตรกร รวมถึงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตร

นอกจากนั้น การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิตการเกษตรและการสร้างหลักประกันรายได้แก่เกษตรกรอาจจะทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งปักหลักกับอาชีพดั้งเดิมต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับสภาพภูมิอากาศในทางปฏิบัติไม่อาจจะค่อยเป็นค่อยไปตามแนวทางดังกล่าวได้เท่านั้น โดยเฉพาะการสร้างระบบเตือนภัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้การรับมือสภาพภูมิอากาศต่างๆ แก่เกษตรกรทั่วไป

ภาครัฐจำเป็นจะต้องระดมและเร่งรัดกระบวนการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

ยกตัวอย่าง พืชบางประเภทอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงฤดูกาลจึงจะสามารถอยู่รอดและเกิดความเสียหายน้อยที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นภาครัฐจำเป็นจะต้องเร่งรัดหน่วยงานวิจัยและพัฒนาในสังกัดระบุฤดูกาลที่เหมาะสมแก่พืชทุกชนิด ฤดูกาลต่อฤดูกาล รวมถึงจัดหาพันธุ์พืชที่เหมาะสมอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงบ่อยแก่เกษตรกร นอกจากนั้นลักษณะดินน้ำในแต่ละพื้นที่อาจจะไม่ได้เหมาะสมกับพืชทุกชนิด

ฉะนั้น พื้นที่เพาะปลูกใหม่ควรจะเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพดินน้ำในพื้นที่ดังกล่าว

เอาไว้ฉบับหน้า เราค่อยมาติดตามว่าไทยเราจะปรับกลยุทธ์ในด้านการเกษตรกันอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท