
7 วันห้ามเผยโพล
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจับตาเป็นพิเศษในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) วันที่ 3 มี.ค.นี้ โดย กกต.ได้ออกประกาศข้อกำหนดว่า ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ควรมีการเปิดเผยผลโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออกสู่สาธารณะ เพราะอาจเป็นการชี้นำให้เกิดผลกระทบต่อคะแนนนิยมในตัวผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตาม
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจับตาเป็นพิเศษในช่วง 7 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) วันที่ 3 มี.ค.นี้ โดย กกต.ได้ออกประกาศข้อกำหนดว่า ช่วงก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน ไม่ควรมีการเปิดเผยผลโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออกสู่สาธารณะ เพราะอาจเป็นการชี้นำให้เกิดผลกระทบต่อคะแนนนิยมในตัวผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตาม
ไล่เรียงข้อกำหนดและข้อกฎหมายที่ กกต. นำออกมาใช้ควบคุมให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมครั้งนี้ ประกอบด้วย ประกาศลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2551
แม้ว่าถ้อยคำในข้อกำหนดจะไม่มีลักษณะห้ามการทำโพลโดยเด็ดขาด แต่หากมีหลักฐานพบว่าผลโพลไม่ได้กระทำโดยยึดหลักวิชาการอย่างถูกต้อง ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 57(5) ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ที่ระบุว่า ห้ามหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิด มีโทษจำคุกตั้งแต่ 110 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น–2 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม จุดที่ กกต.มุ่งเน้นตรวจสอบผลโพลของสำนักต่างๆ อยู่ที่การตั้งเป็นประเด็นสำคัญ โดยต้องเป็นคำถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้ถูกตั้งคำถามได้สะท้อนความคิดเห็นอย่างอิสรเสรี เช่น การตั้งคำถามว่า “ประชาชนจะเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลขอะไร” แต่หากเป็นคำถามปลายปิดที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย คือ คำถามว่า “ผู้สมัครเบอร์ 1, 2, 3 จะเลือกใคร” คำถามเช่นนี้ถือเป็นการปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนได้มีตัวเลือกตอบคำถามจากความคิดอิสระ ไม่ถูกบีบบังคับ อีกทั้งก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมเท่าเทียมแก่ผู้สมัครรายอื่นๆ ด้วย







