
วิกฤตพลังงานลามร้านก๊าซตื่นตุนสินค้า
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังเกิดกระแสข่าวว่าประเทศไทยจะเกิดวิกฤตพลังงานก๊าซธรรมชาติและเกิดไฟดับในช่วงเดือน เม.ย. 2556 ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการก๊าซหุงต้มบรรจุถัง เริ่มสั่งซื้อก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นและเตรียมกักตุนกันไว้ล่วงหน้า
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังเกิดกระแสข่าวว่าประเทศไทยจะเกิดวิกฤตพลังงานก๊าซธรรมชาติและเกิดไฟดับในช่วงเดือน เม.ย. 2556 ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการก๊าซหุงต้มบรรจุถัง เริ่มสั่งซื้อก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นและเตรียมกักตุนกันไว้ล่วงหน้า
ทั้งนี้ เป็นผลจากที่ผู้ประกอบการร้านก๊าซกังวลว่าเมื่อถึงช่วงเดือน เม.ย.จะไม่มีก๊าซหุงต้มเพียงพอสำหรับจำหน่าย และใช้สำหรับในครัวเรือน โดยเฉพาะร้านอาหารที่ต้องใช้จำนวนมาก หลังจากประเทศพม่าเตรียมหยุดซ่อมแซมและจ่ายก๊าซธรรมชาติมาไทยช่วงวันที่ 514 เม.ย.ที่จะถึงนี้
จากการสอบถามร้านขายก๊าซหุงต้ม พบว่า บางร้านที่มีเงินทุนมากก็เตรียมสำรองและกักตุนไว้ล่วงหน้า ส่วนบางร้านที่มีเงินทุนน้อยก็ขายเท่าที่มี หากขาดแคลนเมื่อไรก็หยุดขาย พร้อมกับยอมรับว่า ขณะนี้เริ่มเกิดกระแสในวงการก๊าซหุงต้มจะเกิดการขาดแคลนขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงอาจปรับราคาขึ้นด้วยตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการปรับโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศและลดการแทรกแซงจากภาครัฐ
พร้อมกันนี้ ยังได้รับร้องเรียนจากผู้ประกอบการอาหารปรุงสำเร็จและอาหารตามสั่งว่า เริ่มถูกร้านก๊าซหุงต้มบรรจุถังแจ้งว่าจะมีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าก่อนที่จะสั่งซื้อก๊าซ เนื่องจากต้องนำเงินไปซื้อก๊าซมาสำรองไว้ก่อนเกิดปัญหาขาดตลาด เช่น มีการเรียกเก็บล่วงหน้า 6001,000 บาท สำหรับการซื้อ 23 ถัง หากไม่จ่ายเงินก่อน ก็จะไม่การันตีว่าจะมีก๊าซมาส่งให้ได้หรือไม่ โดยแตกต่างจากเดิมที่จะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อก๊าซมาส่งถึงที่แล้ว
สันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เตรียมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรม ออกตรวจสอบสถานการณ์และร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระแสตื่นตระหนก และฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนและร้านค้า หลังจากได้รับร้องเรียนว่าเริ่มมีกระแสก๊าซหุงต้มขาดแคลน และเริ่มสั่งซื้อสำรองไว้ล่วงหน้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังห่วงว่าหากมีการตื่นตัวกักตุนไว้มาก อาจทำให้มีปริมาณการใช้สูงขึ้นผิดปกติและกลายเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาได้
ขณะที่การเรียกเก็บเงินค่าก๊าซกับร้านค้าล่วงหน้า ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องและไม่ควรทำ
อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการร้านก๊าซหุงต้มอย่าตื่นตระหนก เพราะสถานการณ์ก๊าซยังมีใช้เพียงพอและจำหน่ายได้ปกติ ดังนั้นจึงขอเตือนว่าอย่ามีพฤติกรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน ทั้งกักตุนหรือขึ้นราคา ซึ่งได้รับการยืนยันจากกระทรวงพลังงานว่า ปัญหาก๊าซธรรมชาติจะเป็นในส่วนของการใช้ผลิตไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับภาคครัวเรือนแต่อย่างใด
ด้าน ชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท.เตรียมการจัดหาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้เพียงพอ แม้ว่าโรงแยกก๊าซธรรมชาติจะมีกำลังการผลิตลดลงซึ่งส่งผลให้การผลิตแอลพีจีหายไป 1 หมื่นตันก็ตาม แต่จะใช้วิธีบริหารปริมาณสำรองแอลพีจีที่มีอยู่ 5,000 ตันมาใช้ และนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้นจากต่างประเทศอีก 5,000 ตัน
แหล่งข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศ เฉลี่ยเดือนละ 1.3–1.4 แสนตัน/เดือน แต่ในเดือน มี.ค.ต้องนำเข้าเพิ่ม 1.7 แสนตัน เนื่องจากมีโรงกลั่นน้ำมันบางแห่งมีแผนหยุดซ่อมประจำปี ทำให้ปริมาณการผลิตแอลพีจีในประเทศหายไปบางส่วน แต่ไม่ถึงกับขาดแคลน
สำหรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากพม่าคงไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงกับการใช้แอลพีจีครัวเรือนมากนัก เว้นแต่จะมีการลักลอบนำไปใช้ผิดประเภทจนทำให้การใช้แอลพีจีในภาคนี้ขยายตัวจนผิดปกติ แต่จากมาตรการกวดขันในการตรวจสอบการลักลอบนำแอลพีจีครัวเรือนไปใช้ในภาคขนส่งเชื่อว่าปัญหาจะลดลงไป โดยเฉพาะการใช้แอลพีจีครัวเรือนควรจะเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจเฉลี่ย 45%
ทั้งนี้ ในปี 2556 คาดการณ์ปริมาณการใช้แอลพีจีรวมอยู่ที่ 7.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.8% ซึ่งเป็นอัตราเพิ่มที่ลดลง เนื่องจากภาครัฐจะเริ่มดำเนินมาตรการปรับเพิ่มราคาขายปลีกแอลพีจีของภาคครัวเรือนเพื่อสะท้อนต้นทุน รวมทั้งมีมาตรการลดผลกระทบให้กับผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอย แต่ก็ยังเชื่อว่าการใช้แอลพีจีเฉพาะภาคครัวเรือนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2555
ด้านภาคยานยนต์ขยายตัว 6.9% ภาคอุตสาห กรรมขยายตัว 2.5% ส่วนภาคปิโตรเคมีจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเพิ่มขึ้น 2.6%







