posttoday
"เค-วอเตอร์" นอนมาคว้าเค้กประมูลโครงการน้ำ

"เค-วอเตอร์" นอนมาคว้าเค้กประมูลโครงการน้ำ

26 กุมภาพันธ์ 2556

ต้องถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยสำหรับการเดินทางเยือนสาธารณรัฐเกาหลีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างวันที่ 2425 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดย...บากบั่น บุญเลิศ/จตุพล สันตะกิจ

ต้องถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยสำหรับการเดินทางเยือนสาธารณรัฐเกาหลีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างวันที่ 2425 ก.พ.ที่ผ่านมา

เนื่องจากตามกำหนดการของสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ จะเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีตามคำเชิญของ มาดาม ปาร์ก กึน เฮ ผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีใต้

ที่สำคัญจะมีการหารือกันถึงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับเกาหลีเพื่อประโยชน์ร่วมกันตามที่ได้ริเริ่มและได้ยกระดับเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ซึ่งมีการตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะถือโอกาสนี้ ขอบคุณรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ส่ง บริษัท KWater สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ

“เค-วอเตอร์” หรือ บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น บริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งเกาหลีใต้ กำลังจะเป็นนักลงทุนต่างชาติเจ้าแรกๆ ที่มีโอกาสสูงยิ่งในการเข้าร่วมลงทุนโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำในไทย

เพราะบริษัทแห่งนี้ผ่านเข้ารอบการคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดเลือกกรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยเข้ารอบสุดท้ายและเป็น 1 ใน 3 บริษัทที่เข้าร่วมประมูลโครงการน้ำทั้ง 10 โมดูล (แผนงาน)

เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ การจัดผังการใช้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำต่างๆ การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานหรือแก้มลิง ปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก การสร้างฟลัดเวย์ และระบบพยากรณ์และระบบเตือนภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำอื่นๆ 17 ลุ่มน้ำ วงเงินลงทุน 3.24 แสนล้านบาท

โดยเฉพาะการลงทุนโครงการฟลัดเวย์เงินลงทุน 1.2 แสนล้านบาท การสร้างแก้มลิง 6 หมื่นล้านบาท และการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ 5 หมื่นล้านบาท

เป็นการขอบคุณรัฐบาลเกาหลีใต้และกลุ่ม เควอเตอร์ ในสถานการณ์ที่รัฐบาลไทยยังไม่มีการเปิดซองประกวดราคาในโครงการลงทุนระบบน้ำ 3 แสนล้านบาท

พิสดารจนต้องจับตามองในลีลาและท่วงท่าของผู้นำรัฐบาลไทย

หากจำกันได้ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ รัฐมนตรี และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เคยเดินทางไปเยือนเกาหลีใต้มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 2427 มี.ค. 2555 หลังไทยเพิ่งผ่านพ้นมหาอุทกภัย 3 เดือน

ในขณะที่ไม่กี่เดือนก่อนนั้น คือ ช่วงวันที่ 22 ก.พ. 2555 อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำร่องไปแวะเวียนดูระบบบริหารจัดการน้ำมาแล้วรอบหนึ่ง โดยไปดูงานในโครงการขุดลอกคูคลอง สร้างเขื่อนกั้นน้ำ และการพัฒนาทัศนียภาพของแม่น้ำทั้งสี่สายสำคัญของประเทศ คือ แม่น้ำฮัน แม่น้ำนักดง แม่น้ำกึม และแม่น้ำยองซาน

ต่อมาอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ เยือนเกาหลีใต้อีกครั้งในเดือน ส.ค. 2555 สื่อโทรทัศน์เกาหลีใต้รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาเกาหลีใต้รอบนี้ เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ

แต่ไม่มีรายงานว่า อดีตนายกฯ ทักษิณไปพบใครหรือบริษัทใดบ้าง

เช่นเดียวกับนักการเมืองผู้มากบารมีสาย “เจ๊ ด.” ที่ติดต่อไปยังบริษัทแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ ขอให้เข้าร่วมโครงการลงทุนระบบน้ำในไทย และนำผู้บริหารบริษัทแห่งนี้เข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ

บริษัทแห่งนั้น คือ “เค-วอเตอร์”

บริษัท เค วอเตอร์ ไม่เพียงมีประสบการณ์การลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำในเกาหลีและประเทศต่างๆ ทั่วโลกเท่านั้น แต่บริษัทแห่งนี้ยังมีประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำในไทยมาหลาย 10 ปี โดยมีบทบาทในฐานะ “ที่ปรึกษาโครงการลงทุน” และได้รับงานจากกรมชลประทานมากมายหลายโครงการ

ขณะที่วิศวกรของบริษัทในไทยส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นอดีตข้าราชการกรมชลประทาน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเสนอแนวคิดการลงทุนโครงการระบบน้ำจนผ่านเข้ารอบด้วยคะแนนอันดับ 1

แน่นอนว่า การฝ่าฟันกระทั่งเข้าสู่รอบสุดท้ายการประมูลโครงการน้ำ สำหรับบริษัทที่ไม่เคยมีผลงานการลงทุนก่อสร้างโครงการน้ำในไทยแม้แต่โครงการเดียว แต่กลับผงาดเข้าร่วมประมูลการลงทุนระบบน้ำทั้ง 10 แผนงาน ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาแน่นอน

เพราะบริษัทแห่งนี้ ไม่มีเครือข่ายหรือร่วมทุนกับบริษัทก่อสร้างแห่งใด การที่ผู้ประมูลด้วยแนวคิดอย่างเดียวจะเข้ารอบสุดท้ายไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ

เนื่องเพราะเงื่อนไขการเข้ารอบการเสนอกรอบแนวคิดลงทุนระบบน้ำ มีเกณฑ์การให้คะแนนว่าบริษัทหรือกลุ่มบริษัทที่เสนอตัวจะต้องมีบริษัทก่อสร้างรวมอยู่ในกลุ่ม

เพื่อที่ว่าหากเข้ารอบและได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะการประมูล จะต้องลงทุนทำได้ทันทีในรูปแบบ “ดีไซด์ แอนด์ บิว” ซึ่งจะทำให้การลงทุนก่อสร้างเป็นไปตามแผน

“การเป็นรัฐวิสาหกิจ ทำให้ เค วอเตอร์ ไม่สามารถเข้าร่วมทุนกับบริษัทเอกชนมาเสนอประมูลงานได้ จึงเสนอด้วยตัวเองโดดๆ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการน้ำ” มณฑล ภาณุโภคิน กรรมการผู้จัดการ เควอเตอร์ ยอมรับ

แต่ข้อจำกัดและข้อด้อยดังกล่าวมิอาจบดบังรัศมีการทำงานของกลุ่ม เควอเตอร์

เพราะกระแสเสียงในวงการก่อสร้างเลื่องลือกันว่า การผ่านเข้ารอบและการันตีได้ว่า เควอเตอร์ จะได้โครงการลงทุนระบบน้ำ เพราะต่อสายผ่าน “เจ๊ ด.” เส้นสายจึงแน่นปั้ก

ขณะที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) บางคนระบุว่า เควอเตอร์ เป็นบริษัทเดียวที่นำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้วางแผนกรอบแนวคิดการลงทุนระบบน้ำ แม้ว่าจะไม่ใช่เทคโนโลยีที่แปลกใหม่แต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่ความ “เก่ง” เท่านั้น การต่อสายเข้าหาฝ่ายการเมืองยังเป็นจุดแข็งของบริษัทแห่งนี้ แม้ผู้บริหาร เควอเตอร์ จะยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง” เพียงแต่ได้รับการติดต่อจากหน่วยราชการของไทย ที่นำไปสู่การทำเอ็มโอยูแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่มี “กรมชลประทานกับ เค-วอเตอร์” เป็นหน่วยปฏิบัติ

อย่างไรก็ดี แม้การล็อกรายชื่อบริษัทที่เข้าชิงชัยโครงการลงทุนระบบน้ำได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ปฏิบัติการ “ล็อกสเปก” โครงการลงทุนยังคงดำเนินต่อไป เพราะตามปกติแล้วในขั้นตอนการจัดทำร่างทีโออาร์โครงการลงทุนต่างๆ แทบไม่เคยมีปรากฏว่าหน่วยงานรัฐเชิญบริษัท เฉพาะบริษัทที่ผ่านเข้ารอบลงทุนโครงการน้ำร่วมพิจารณากำหนดร่าง “ทีโออาร์”

“วันที่ 13 ก.พ. กบอ.เรียก 3 บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกในโมดูล A5 การจัดทำทางน้ำหลากและหรือทางผันน้ำ เนื่องจากข้อเสนอเอกชนที่ให้สร้างฟลัดเวย์ 2 ฝั่ง คือฝั่งตะวันออกและตะวันตก แต่เนื่องจากงบไม่พอ จึงเรียกทั้งสามบริษัทมาชี้แจงทางเทคนิค” อภิชาติ อนุกูลอำไพ คณะกรรมการ กบอ.แบไต๋ความคืบหน้าการจัดทำทีโออาร์โครงการลงทุนระบบน้ำ

ในขณะที่กลุ่ม เควอเตอร์ เป็น 1 ใน 3 บริษัทที่เข้ารอบสุดท้าย

กระบวนการแสวงผลประโยชน์โดยอาศัยเทคนิค สำหรับการลงทุนโครงการน้ำยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้

ลองคิดดูว่า หากบริษัทที่ชนะการประมูลการลงทุนในแต่ละแผนงานรับงานจนล้นมือก็เท่ากับว่าจะเปิดให้มีการ “ซับคอนแทรกต์” หรือ “รับเหมาช่วงงานต่อ” ซึ่งบริษัทเจ้าของโครงการจะต้องเสนอเรื่องมาให้ กบอ.ใช้ “ดุลพินิจ” อนุมัติก่อนการดำเนินการ

เท่ากับว่าบริษัทที่ผิดหวังไม่ได้งานโครงการลงทุนระบบน้ำจะอยู่ในฐานะ “ผู้รับเหมาช่วง” ซึ่งตรงนี้เป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้วิ่งกันอีกรอบ

โดยเฉพาะหากบริษัทนั้นๆ ไม่มีบริษัทก่อสร้างอยู่ในกลุ่ม งานก่อสร้างเหล่านี้จะถูกส่งทอดไปยังผู้รับเหมาไทย โดยมีวิศวกรไทยและเกาหลีใต้คุมงาน

เพราะต้องไม่ลืมว่า การลงทุนโครงการน้ำ 3.24 แสนล้านบาท ต้องทำให้เสร็จในระยะเวลา 5 ปี จึงมีความจำเป็นต้องระดมบริษัทก่อสร้างหลายร้อยแห่งร่วมก่อสร้าง

แต่การที่บริษัทเหล่านี้จะวิ่งเข้ารับงานในขั้นตอนรับเหมาช่วงก่อสร้าง จะต้องมีต้นทุนที่มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน

นี่จึงเป็นเนื้อชิ้นปลามันที่นักการเมืองมากบารมีจ้องมองอยู่

โปรดจับตามอง

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล