
เฮดจ์ฟันด์ขนเงินหนีทอง-โภคภัณฑ์ ผวาราคาร่วง หลังคิวอีส่อยุติ
ทำเอาบรรดากองทุนเก็งกำไรต่างๆ ตอบสนองอย่างตื่นตัวเตรียมพร้อมแทบจะในทันที
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ทำเอาบรรดากองทุนเก็งกำไรต่างๆ ตอบสนองอย่างตื่นตัวเตรียมพร้อมแทบจะในทันที ภายหลังจากที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่าจะทบทวนแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเอง
หรือเรียกได้ว่า เฟดมีแผนที่จะชะลอการใช้สารพัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งรวมถึงการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) อย่างการทุ่มซื้อพันธบัตรชนิดไม่มีจำกัดเวลา ซึ่งเดิมกำหนดให้เฟดซื้อตราสารต่างๆ เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เหตุผลสำคัญแรกสุดก็เพราะแผนการซื้อพันธบัตรข้างต้นทำให้การขาดดุลบัญชีของเฟดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุบสถิติจากเดิมที่ 1.02 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 3.08 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นปีนี้ จนกระทั่ง เจโรมี พาวเวลล์ หนึ่งในคณะกรรมการเฟดต้องออกโรงเสนอแนะให้เฟดทบทวนแผนการทุ่มซื้อหลักทรัพย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการไร้เสถียรภาพทางการเงินของเฟด และป้องกันการขาดทุนจากการขายสินทรัพย์
ความเห็นของพาวเวลล์ได้รับเสียงสนับสนุนจาก เจเรมี สไตน์ คณะกรรมการเฟดอีกรายที่งัดเอาหลักฐานขึ้นมายันว่า ขณะนี้ตลาดสินเชื่อบางแห่งรวมถึงตลาดตราสารหนี้และตราสารหนี้จำพวกขยะ (จังก์บอนด์) ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางสหรัฐถือครองอยู่ทั้งสิ้น เริ่มแสดงให้เห็นปริมาณการเก็งกำไรที่มากเกินไป
นักวิเคราะห์หลายสำนักกล่าวว่ารูปการณ์ข้างต้นทำให้สถานะทางการเงินของเฟดตกอยู่ในอันตรายไม่น้อย และอาจเสี่ยงต่อหายนะมากกว่าวิกฤตทางการเงินในปี 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นเฟดมีการถือครองสินทรัพย์น้อยกว่า 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ประจวบเหมาะกับที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายประการในสหรัฐบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยผลสำรวจล่าสุดของสมาคมเศรษฐกิจธุรกิจแห่งชาติคาดการณ์ว่า แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่เศรษฐกิจของสหรัฐปีนี้จะค่อยๆ ฟื้นตัวและเติบโตได้ถึง 2.4% และตัวเลขการว่างงานมีแนวโน้มลดลงเหลือ 7.7% ขณะที่ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองอย่างกรณีหน้าผาทางการคลังจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากแนวโน้มทางบวกจะทำให้เฟดคิดพิจารณาทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเอง เพื่อไม่ให้สถานภาพความเป็นธนาคารกลางของประเทศสหรัฐต้องสั่นคลอน จนกลายเป็นการส่งสัญญาณยุติที่ทำให้นักลงทุนหวั่นใจกับตลาดโภคภัณฑ์ไม่น้อย
เพราะการหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดโภคภัณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบที่ใช้สำหรับการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทำสถิติราคาดิ่งแรงครั้งใหญ่ที่สุดในปีนี้
ทั้งนี้ ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแห่งสหรัฐ (ซีเอฟทีซี) แสดงให้เห็นว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนเพื่อการเก็งกำไร (เฮดจ์ฟันด์) ตลอดจนนักเก็งกำไรรายใหญ่ๆ ทั้งหลาย ต่างพร้อมใจปรับลดการถือครองทองคำ หนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญในตลาดล่วงหน้าถึง 40% เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ซื้อขายในวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา หรือลงมาอยู่ที่ 4.2318 หมื่นจุด ซึ่งนับเป็นปรับลดที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2550
ขณะที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังก้องโลกของมหาเศรษฐี จอร์จ โซรอส และ หลุยส์ มัวร์ เบคอน เพิ่งจะขายกองทุนอีทีเอฟทองคำทิ้งมากถึง 56% ของพอร์ตการลงทุนของตนเอง จนนักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ว่าราคาทองคำในตลาดปีนี้น่าจะปรับตัวลดลงเหลือ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังได้ปรับลดการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลจากซีเอฟทีซีแสดงให้เห็นว่า สินค้าจำพวกวัตถุดิบ 18 รายการทั่วสหรัฐลดลงอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 โดยนักลงทุนส่วนหนึ่งคาดการณ์ไว้ว่า ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด เช่น น้ำตาลและกาแฟจะปรับลดลง เนื่องจากมีปริมาณการผลิตสูงเกินกว่าความต้องการตลาดโลก
แนวโน้มของตลาดโภคภัณฑ์ข้างต้นไม่มีเว้นแม้แต่ข้าวโพด สินค้าที่คาดว่าจะไปได้สวยก่อนหน้า แต่การเข้ามาลงทุนในปัจจุบันกลับปรับลดต่ำมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2553
นอกจากนี้ ความวิตกของตลาดยังลามไปถึงหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักทรัพย์ที่มีทองคำหนุน ปริมาณถือครองลดลงไปแล้ว 1.6% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการปรับลดสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2554
สรุปได้ว่า โดยรวมแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดากองทุนเก็งกำไรทั้งหลายขนเงินออกจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว 828 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปริมาณเงินไหลออกจากตลาดทองคำและตลาดโลหะเงินจนถึงขณะนี้มีมูลค่ารวมสูงถึง 870 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาเมรอน แบรนด์ท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแห่งเคมบริดจ์ชี้ว่า นับเป็นปริมาณเงินไหลออกที่ต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 ถือว่ายาวนานที่สุดตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2554
นอกจากนี้ ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ จีเอสซีไอ สปอต ซึ่งเป็นดัชนีของสินค้าโภคภัณฑ์ 24 ชนิดในตลาดปรับตัวดิ่งลงแล้ว 2.6% สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากที่ดัชนีดังกล่าวเพิ่งจะปรับตัวสูงขึ้น85% ในรอบ 4 ปี เนื่องจากการขยายบัญชีงบดุลของเฟดมากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกทองแดงและเงิน ยังทำสถิติลดลงตามราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยการลงทุนในทองแดงลดลงแล้ว 51% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ที่นักลงทุนเริ่มเก็งว่าราคาทองแดงจะปรับลดในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่การถือครองเงินในตลาดของนักลงทุนก็ร่วงลงถึง 34% ดิ่งลงมากที่สุดตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว
เจมส์ เดลีย์ นักลงทุนจากกองทุนของทีม ไฟแนนเชียล แอสเซ็ท แมเนจเมนท์ แอลแอลซี ในรัฐเพนซิลเวเนีย ยอมรับว่า ท่าทีของเฟดที่บ่งชี้ว่าจะยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่รู้สึกหวาดผวาไม่น้อย เนื่องจากทำให้นักลงทุนอดคิดไม่ได้ว่าเฟดกำลังจะใช้มาตรการรัดเข็มขัดแทน
ทั้งนี้ แม้เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาสินค้าในตลาดโภคภัณฑ์ลดลงเป็นเพราะสัญญาณยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งระบุว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพด น้ำตาล หรือกาแฟ มีแนวโน้มการลงทุนที่ลดลงโดยมีสาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากปริมาณผลผลิตมีมากเกินกว่าความต้องการบริโภคของตลาด จนมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าราคาสินค้าดังกล่าวจะปรับตัวลงได้
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐยืนยันชัดเจนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ผลผลิตข้าวโพดของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 35% เป็น 1.453 หมื่นล้านบุชเชล ภายในปีเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึงโดยจะเริ่มในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณข้าวโพดในคลังเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 3 เท่ามาอยู่ที่ 2,177 ล้านบุชเชล
โดนัลด์ เซลคิน นักกลยุทธ์จากเนชันแนล ซิเคียวริตี คอร์ป ในนิวยอร์ก กล่าวว่า หากสภาพภูมิอากาศไม่มีปัญหา ทั่วโลกน่าจะได้เห็นราคาข้าวโพดและราคาถั่วเหลืองลดลงแน่นอน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังไม่วายออกมาแย้งว่า ความตื่นตัวตื่นตระหนกของบรรดานักลงทุนเก็งกำไรรายใหญ่ๆ ที่เห็นได้ในขณะนี้ ค่อนข้างเกินจริงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย โดย เจฟฟรีย์ ซิกา ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ซิกา เวล์ธ แมเนจเมนท์ ในนิวเจอร์ซีย์ ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะยังคงมีปริมาณความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน ที่ความต้องการทองแดงและถั่วเหลืองมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงการเกษตรจีนระบุว่า แม้จีนจะสั่งซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐสูงถึง 4.1 แสนเมตริกตัน แต่จีนก็ยังประสบกับภาวะขาดแคลนถั่วเหลืองเนื่องจากความต้องการใช้ภายในประเทศสูงขึ้น ขณะเดียวกันผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ทองแดงของจีนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเว็บไซต์ของทางการระบุชัดว่า การนำเข้าทองแดงของจีนในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 2.9%
เอเดรียน เดย์ ประธานบริษัท เอเดรียน เดย์ แอสเซท แมเนจเมนท์ ในรัฐแมริแลนด์ แสดงความเห็นผ่านบลูมเบิร์กอย่างเชื่อมั่นว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในปีนี้ไม่น่าจะลดลงอย่างที่นักลงทุนรายอื่นหวาดกลัวกัน เพราะยังมีความต้องการจากจีนเข้ามาเป็นแรงหนุนอยู่
ทั้งนี้ แม้ว่าแนวโน้มราคาของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์บางส่วนก็สรุปตรงกันว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดผันผวนอย่างแรงและอย่างหนัก ชนิดที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกทั้งรายใหญ่รายย่อยใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน







