
จีนกับจารกรรมทางเศรษฐกิจ
จําได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนผู้เขียนเคยเขียนบทความลงในคอลัมน์นี้ว่าด้วย “สงครามการค้าโลก” ซึ่งจะเป็นแนวโน้มใหม่ของโลกและจะเป็นสงครามที่ค่อนข้างน่ากลัวกว่า “สงครามนิวเคลียร์” ที่ใครต่อใครต่างหวาดผวา เนื่องจากสงครามการค้าถ้าเกิดขึ้นในระดับโลก (หมายความว่า หลายประเทศในโลกเข้ามาเกี่ยวข้องและประกาศสงครามการค้าต่อกัน) มหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นต่อประชากรโลกในทันที ซึ่งผลของมันจะทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบพังพินาศและส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทำมาหากินอย่างมนุษย์ปุถุชนธรรมดาหลายพันล้านคน
จําได้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อนผู้เขียนเคยเขียนบทความลงในคอลัมน์นี้ว่าด้วย “สงครามการค้าโลก” ซึ่งจะเป็นแนวโน้มใหม่ของโลกและจะเป็นสงครามที่ค่อนข้างน่ากลัวกว่า “สงครามนิวเคลียร์” ที่ใครต่อใครต่างหวาดผวา เนื่องจากสงครามการค้าถ้าเกิดขึ้นในระดับโลก (หมายความว่า หลายประเทศในโลกเข้ามาเกี่ยวข้องและประกาศสงครามการค้าต่อกัน) มหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นต่อประชากรโลกในทันที ซึ่งผลของมันจะทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบพังพินาศและส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนทำมาหากินอย่างมนุษย์ปุถุชนธรรมดาหลายพันล้านคน
ถ้าคุณผู้อ่านติดตามประวัติศาสตร์ของโลกทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองจะพบว่าปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมักจะเป็นปัญหาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่เห็นได้ชัด ได้แก่ การเกิดสงครามโลกทั้งสองครั้งเกี่ยวโยงกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของโลกทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับรวมการเกิดกลียุคทางด้านเศรษฐกิจช่วงปี 1930 อีก เพราะฉะนั้นถ้าคุณผู้อ่านต้องการจะรู้หรือต้องการจะคาดเดาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก แนะนำให้ดูสภาพรวมของปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหลักอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญและบทบาทที่ไม่สามารถมองข้ามได้
สงครามการค้าเป็นคำศัพท์ครอบคลุมภาพรวมทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจกันอย่างไม่สนใจถึงผลกระทบ แต่ปัญหาหลักๆ ที่จะนำไปสู่การเกิดสงครามการค้าระดับโลก ได้แก่ 1) การเอาเปรียบทางการค้าซึ่งกันและกันผ่านทางการผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง 2) การส่งสินค้าราคาถูกดังกล่าวเข้าไปทุ่มตลาดในอีกหลายๆ ประเทศผู้นำเข้า 3) การทำจารกรรมทางการค้า ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเอาข้อมูลทางการค้าขององค์กรหนึ่งไปให้อีกองค์กรหนึ่งหรือหลายองค์กรที่เป็นคู่แข่งทางการค้า 4) การจารกรรมด้านความมั่นคง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการจารกรรมทางโลกไซเบอร์ลักลอบเอาความลับทางด้านความมั่นคงจากอีกประเทศหนึ่งไปให้อีกประเทศหนึ่ง หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ การแฮกทางอินเทอร์เน็ต
ปัญหา 2 ข้อแรกข้างต้น ปัจจุบันมีองค์กรที่คอยกำกับดูแลให้การค้าระดับโลกเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเสรีอยู่ ได้แก่ องค์การการค้าโลกหรือดับเบิลยูทีโอ ส่วนปัญหาอีก 2 ข้อ ประเทศต่างๆ นำโดยสหรัฐกำลังรณรงค์หาทางแก้ไขปัญหากันอยู่อย่างขะมักเขม้น
ล่าสุดมีการเปิดเผยจากรายงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐว่า ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีการทำจารกรรมทางการค้าทั้งในรูปแบบของการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา การขโมยความลับทางการค้าและการขโมยข้อมูลสำคัญผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 19 เคส และในจำนวนดังกล่าวมี 16 เคสที่ผู้กระทำผิดเป็นชาวจีนและอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน
ในเดือน พ.ย. ปี 2010 วิศวกรชาวจีนที่ทำงานให้กับบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ถูกจับกุมในรัฐมิชิแกนและรับสารภาพว่าทำการขโมยความลับทางการค้าของฟอร์ดเก็บไว้ในแผ่นดิสก์เพื่อเตรียมเอาไปให้บริษัทคู่แข่งในประเทศจีน และยังมีอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นและถูกจับกุมได้ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับคนจีนที่มีความรู้และไปทำงานอยู่ตามบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐ เช่น บริษัท ดูปองท์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส บริษัท กูเกิล บริษัท อาร์เอสเอ ซีคิวริตี้ บริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน รวมทั้งบริษัท นอร์เทล เน็ตเวอร์คส์ คอร์ปอเรชั่น
รัฐบาลสหรัฐกล่าวหา (โดยมีหลักฐานประกอบ) ว่ารัฐบาลจีนน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องดังกล่าวและควรจะต้องเพิ่มความเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น มิฉะนั้นจะต้องถูกตอบโต้จากทั้งมาตรการทางการค้าและมาตรการทางการทูต ทั้งนี้สำนักงานโฆษกประจำทำเนียบขาวสหรัฐพบว่า การจารกรรมทางการค้าก่อให้เกิดผลลบหลายประการทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เช่น การขโมยข้อมูลผ่านการแฮกทางอินเทอร์เน็ตเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ การขโมยข้อมูลซึ่งเป็นความลับทางการค้าก่อให้เกิดผลเสียการเสียเปรียบด้านศักยภาพการแข่งขันทางการค้า ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทจากสหรัฐลดลงและส่งผลต่อสภาวะการจ้างงานของชาวอเมริกันที่ลดลงตามไปด้วย
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้เซ็นเอกสารอนุมัติยุทธศาสตร์ในการตอบโต้และป้องกันการจารกรรมทางการค้าต่อประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีภาคเอกชนอีกหลายภาคส่วนให้ความร่วมมือและเห็นชอบ โดยในยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีทั้งมาตรการตอบโต้ที่เป็นทั้งด้านการค้าและการทูต และเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ทำเนียบขาว กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลสหรัฐยังได้เรียกทูตจีนเข้าพบเพื่อรับแจ้งและมีการติดต่อผู้นำระดับสูงของจีนเพื่อให้หาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน
จะเห็นว่าทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่สามารถจะขยายวงกว้างออกไปได้จนทำให้เกิดสงครามการค้าระดับโลก ท่านคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าจีนไม่สนใจและยังคงปล่อยเรื่องดังกล่าวให้เป็นปัญหาของประเทศนั้นๆ อะไรจะเกิดขึ้น สหรัฐก็จะประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จีนตอบโต้ด้วยการทำเช่นเดียวกัน สหรัฐก็จะแจ้งเตือนประเทศพันธมิตร จีนก็ทำเช่นเดียวกัน และนี่แหละครับที่ผมฉายภาพให้เห็นว่า “สงครามการค้าโลก” มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต







