
รวบผัว-เมียตระเวนลักทรัพย์ตามมหาวิทยาลัย
ตำรวจสภ.บางพลีรวบสองผัวเมีย สวมรอยเป็นนศ.ลักทรัพย์ตามมหาวิทยาลัยได้เงินไม่ต่ำกว่า6หมื่น-1แสนบาท/เดือน
ตำรวจสภ.บางพลีรวบสองผัวเมีย สวมรอยเป็นนศ.ลักทรัพย์ตามมหาวิทยาลัยได้เงินไม่ต่ำกว่า6หมื่น-1แสนบาท/เดือน
พล.ต.ต.ธัชชัย หงษ์ทอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ นำทีมแถลงผลจับกุมตัว น.ส.สุจิตรา จิตตะคราม อายุ 22 ปี และ นายคมกริช ขุนวิเศษ อายุ 42 ปี สองสามีภรรยาผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ผู้อื่นหรือรับของโจร โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการหลบหนี พร้อมของกลางรถกระบะอีซูซุ ดีแม็กซ์ สีขาว ทะเบียน บพ 3698 สระบุรี 1 คัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์( ปลอม ) สฮ-3226 กทม. กระดุมติดเสื้อนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ รวม 43 เม็ด ชุดนักศึกษาสตรี 1 ชุด รองเท้าผ้าใบสีขาว 1 คู่ กุญแจรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ 5 พวง ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ 15 ดอลลาร์ กระเป๋าเครื่องสำอาง 11 ใบ กระเป๋าสตรียี่ห้อดัง 24 ใบ กล้องถ่ายรูปโพราลอยด์ 1 ตัว แว่นสายตา 4 อัน นาฬิกาข้อมือ 6 เรือน แท็บเล็ตยี่ห้อซัมซุง 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 23 เครื่อง กระเป๋าสตางค์ 20 ใบ และทรัพย์สินอื่นอีกรวมกว่า 100 รายการ
สืบเนื่องจากตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ตำรวจได้รับการร้องเรียนกรณีมีคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังใน จ.สมุทรปราการ บ่อยครั้ง ซึ่งทรัพย์สินที่สูญหายจะประกอบไปด้วยกระเป๋าสตรี มีราคาและโทรศัพท์มือถือ ตลอดจนเงินสด ในระยะแรกคาดว่าคนร้ายคงเป็นคนในมหาวิทยาลัย แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า มีมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชนชื่อดังอีกกว่า 20 แห่งก็เคยถูกก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน โดยคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นนักศึกษาหญิงรูปร่างอ้วนดำ เดินทางเข้าออกมหาวิทยาลัยที่เกิดเหตุบ่อยครั้งทำให้เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นนักศึกษาแต่อย่างใด
ล่าสุดคนร้ายได้แต่งกายสวมชุดนักศึกษาเดินทางไปทำทีร่วมงานซ้อมรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยดังกล่าว ก่อนภาพกล้องวงจรปิดจะบันทึกพฤติการณ์ไว้ได้ โดยคนร้ายเดินทางมากับรถกระบะ อีซูซุดีแม็กซ์ คันดังกล่าว พบชายหญิง รวม 2 คน ฝ่ายหญิงลักษณะอ้วนดำ ฝ่ายชายหุ่นผอมสูง จึงมีการนำภาพผู้ต้องสงสัยที่ตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากร ก่อนพบว่า ทั้งคู่กบดานอยู่ภายในบ้านพักในซอยรัตนโกสินทร์ 200 ปี ต.ประชาธิปปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และพบของกลางจำนวนมาก จึงคุมตัวสอบสวน
น.ส.สุจิตรา ให้การว่า ตนและสามีเคยถูกจับในคดีลักทรัพย์ เมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อนมากินอยู่ด้วยกันจนมีลูก 1 คน แต่ด้วยความที่เป็นคนมีประวัติทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพใดได้ โดยก่อนหน้านี้ได้เคยเดินทางไปทำธุระส่วนตัวที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และพบว่านักศึกษามหาวิทยาลัย มีการใช้ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวราคาแพง โดยเฉพาะกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือ จึงสวมรอยแฝงตัวทำทีเป็นนักศึกษาแฝงตัวเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ เลือกหยิบฉกฉวยทรัพย์สินที่นักศึกษาเหล่านั้น วางเผลอไว้ตามโต๊ะม้านั่ง ทั้งตามซุ้มอาคารเรียน โรงเรียนอาหาร หอประชุม หรือในห้องน้ำ
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ก่อเหตุมามากกว่า 1 ปี โดยมหาวิยาลัยชื่อดังที่เคยถูกตนเข้าไปแฝงตัวก่อเหตุจำได้ว่า มีที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.ราชมคลธัญบุรี ม.มหิดล ม.ศิลปากร ม.หัวเฉียว ม.เอแบค ม.กรุงเทพ เป็นต้น ซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาหากเป็นกระเป๋าหรือของใช้ส่วนตัว ก็จะนำไปวางขายตามตลาดนัดเปิดท้าย ส่วนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นก็จะนำไปขายต่อตามร้าน โดยมีรายได้จากการก่อเหตุลักทรัพย์ดังกล่าวเดือนละไม่ต่ำกว่า 60,000-100,000 บาท







