posttoday
4เขตกทม.เสี่ยงไฟดับ

4เขตกทม.เสี่ยงไฟดับ

23 กุมภาพันธ์ 2556

วิกฤตกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ จากการหยุดจ่ายก๊าซ

วิกฤตกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ จากการหยุดจ่ายก๊าซ

จากแหล่งผลิตในประเทศพม่า ส่งผลให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เสี่ยงประสบปัญหาไฟตกไฟดับ

ธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานาสหภาพพม่า ระหว่างวันที่ 5-14 ก.พ.นี้ แม้ไม่น่าจะทำให้เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้าง แต่ก็มีความเสี่ยงในบางพื้นที่จะเกิดไฟฟ้าตก เพราะระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันต่ำกว่าปกติเนื่องจากโรงไฟฟ้าพระนครเหนือและโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับกรุงเทพฯ-ปริมณฑลรวม 8,000 เมกะวัตต์ จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่อง จึงต้องดึงไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ห่างไกลมากขึ้นมาจ่ายให้พื้นที่ ก่อให้เกิดความสูญเสียของระบบสายส่งที่จะจ่ายไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว (รวมไปถึงถนนวิภาวดีรังสิต) สถานีไฟฟ้าแรงสูงรัชดาฯ และสถานีไฟฟ้าบางกะปิ ส่งผลพื้นที่ดังกล่าวเสี่ยงต่อการเกิดไฟหรี่หรือไฟตกได้ เนื่องจากคุณภาพไฟฟ้าที่จัดส่งมามีแรงดันไฟฟ้าต่ำ

4เขตกทม.เสี่ยงไฟดับ

 

จากการคาดการณ์ วันที่ 5 เม.ย. 2556 ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีก จะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 2.63 หมื่นเมกะวัตต์ จึงทำให้สำรองพร้อมใช้ที่แท้จริงเหลือ 760 เมกะวัตต์เท่านั้น เมื่อสำรองไฟฟ้าต่ำ จึงเกิดความเสี่ยงว่าไฟฟ้าอาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากมีกรณีฉุกเฉินที่ทำให้โรงไฟฟ้าแห่งใดแห่งหนึ่งต้องหยุดการผลิต

สำหรับการเตรียมการเพื่อรองรับความเสี่ยงไฟฟ้าดับ ธนา กล่าวว่า กฟผ.และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ร่วมกันย้ายสลับวงจรไฟฟ้าในการให้บริการ จึงคาดว่าจะมีไฟฟ้าเพียงพอ นอกจากนั้น กฟผ.ได้เจรจาจัดหาไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ โดยล่าสุดสามารถจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอีก 291 เมกะวัตต์ จากแหล่งผลิตในมาเลเซียและโรงไฟฟ้าใน สปป. ลาว อาทิ น้ำเทิน 2 น้ำงึม 2 ห้วยเฮาะ และเทินหินบุน ซึ่งจะเพิ่มการเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้สามารถจัดส่งไฟฟ้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันกรมชลประทานจะระบายน้ำเพิ่มจากลุ่มน้ำแม่กลองจากเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม เขื่อนวชิราลงกรณ รวม 5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าพลังน้ำได้เพิ่ม 8 แสนหน่วย ส่วนด้านลุ่มน้ำอื่นทั้งเจ้าพระยาและภาคอีสานไม่สามารถระบายน้ำได้เพิ่มเพราะมีปัญหาภัยแล้ง

สำหรับกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าสำรองไฟฟ้าน่าจะมีปริมาณมากกว่าที่กฟผ. ประกาศออกมานั้น เป็นการมองจากภาพรวมของการผลิตไฟฟ้า แต่ไม่ดูข้อเท็จจริงว่า มีจำนวนโรงไฟฟ้าที่พร้อมผลิตไฟฟ้าได้ทันทีมีแค่ไหน ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศอยู่ที่ 33,056 เมกะวัตต์ แต่มีโรงไฟฟ้าที่ไม่สามารถจ่ายได้จริงตามกำลังผลิต (Derate) ประมาณ 1,900 เมกะวัตต์ เช่น โรงไฟฟ้าเอสพีพี ที่ติดปัญหาก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำต่างๆ ที่เกิดปัญหาภัยแล้ง ในขณะที่โรงไฟฟ้าที่รับก๊าซพม่าเดินเครื่องไม่ได้อีก 4,100 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงเหลือโรงไฟฟ้าเดินเครื่องได้เพียง 2.7 หมื่นเมกะวัตต์

“จากมาตรการต่างๆ ที่ กฟผ.เตรียมดำเนินการ จะช่วยให้กำลังไฟฟ้าสำรอง ในวันที่ 5 เม.ย. เพิ่มขึ้นอีก 291 เมกะวัตต์ จากเดิม 760 เมกะวัตต์ รวมเป็น 1,051 เมกะวัตต์ หากประชาชนและภาคเอกชนให้ความร่วมมือลดใช้พลังงาน ก็ยิ่งทำให้สำรองเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟตกไฟดับ ก็จะลดน้อยลง” ธนา กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์