
บาทเหวี่ยงอ่อน แม้ กนง. คงดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์ชี้ดอกเบี้ยไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของค่าเงินบาท แนะผู้ส่งออกปิดความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวน
นักวิเคราะห์ชี้ดอกเบี้ยไม่ได้เป็นปัจจัยหลักของค่าเงินบาท แนะผู้ส่งออกปิดความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินว่า กนง. ก็มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ในการประชุมวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในวันดังกล่าวเงินบาทปิดตลาดแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ 0.07% เทียบกับวันก่อนหน้า ไม่ได้แข็งค่ารุนแรงอย่างที่บางฝ่ายเป็นกังวล จากนั้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เงินบาทกลับอ่อนค่าลงหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศรายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 29-30 มกราคม อันมีสาระสำคัญว่าเฟดอาจปรับลดหรือหยุดการเข้าซื้อสินทรัพย์เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ เป็นปัจจัยเสริมค่าเงินดอลลาร์ และกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงไปพร้อมๆ กัน สะท้อนว่า ค่าเงินบาทมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกประเทศมากขึ้น และถึงแม้ กนง. จะเลือก “ลด” แทนการคงดอกเบี้ย ก็อาจไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทต่อดอลลาร์เปลี่ยนไป ในอดีตเมื่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยกับสหรัฐฯ แคบลง จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์เพิ่มขึ้น (บาทอ่อนค่า) แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับค่าเงินบาทกลับวิ่งสวนทางกันน้อยลง จากเดิมที่สวนทางกัน 89% ในปี 2553 ลดลงมาอยู่ที่ 5% ในปี 2554 ส่วนในปี 2556 กลับพบว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยนวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน กลับตาลปัตรจากทฤษฎีอย่างชัดเจน
"การที่ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ฉีกจากทฤษฎีนี่เองที่ทำให้ TMB Analytics มองว่าค่าเงินบาทอาจจะถูกชี้นำจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศน้อยลง และอ่อนไหวกับปัจจัยในตลาดการเงินโลกมากขึ้น " ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีระบุ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการและนักลงทุนอาจหันมาให้ความสนใจกับการจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ด้วยการใช้นวัตกรรมทางการเงิน เช่น สัญญาซื้อขายดอลลาร์ล่วงหน้า (USD Futures) ที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของไทย (TFEX) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถจะซื้อหรือจะขายเงินดอลลาร์ในอนาคต ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้ตกลงไว้ล่วงหน้านับตั้งแต่ทำสัญญา







