
โลกมองไทย
บทวิเคราะห์ของเว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ ในสหรัฐ ได้ตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจใต้ดินการค้าบริการทางเพศในไทยต่อเป็นครั้งที่สอง โดยระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ไทยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าประเวณีของโลก
บทวิเคราะห์ของเว็บไซต์ฮัฟฟิงตันโพสต์ ในสหรัฐ ได้ตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจใต้ดินการค้าบริการทางเพศในไทยต่อเป็นครั้งที่สอง โดยระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ไทยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าประเวณีของโลก
นอกเหนือจากนั้นบทวิเคราะห์ดังกล่าวได้รายงานอ้าง เคน ฟรานซ์โบล เจ้าหน้าที่ประจำ อีควอลิตี นาว ซึ่งเป็นองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีระหว่างประเทศ ระบุว่า พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวของไทยที่มีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยวแบบเซ็กซ์ทัวร์ที่ในแต่ละปีมีเงินสะพัดหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ
“เงินส่วนใหญ่จะเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่คอร์รัปชันและเจ้าของกิจการ ซึ่งมีอำนาจควบคุมกลุ่มหญิงบริการในแต่ละพื้นที่นั้นๆ” ฟรานซ์โบล กล่าว
ขณะเดียวกัน แมทธิว ฟรีดแมน อดีตผู้จัดการภูมิภาคโครงการความร่วมมือสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ (ยูเอ็นไอเอพี) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า มีจำนวนคนขายบริการทางเพศสูงถึง 2.7 หมื่นคน กระจายอยู่ตามหัวมุมของร้านค้าต่างๆ ในรัศมี 3 ไมล์ของใจกลางเมืองพัทยา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการค้ามนุษย์ในไทยยังคงไม่มีรับการแก้ไขอย่างจริงจัง
รายงานระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ธุรกิจการค้ามนุษย์ในเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของไทยทวีความรุนแรงขึ้น มีอยู่ 3 ประการ คือ 1.มีเครือข่ายมาเฟียต่างชาติ โดยเฉพาะรัสเซียเข้ามาคุมธุรกิจค้าประเวณีในพัทยามากขึ้น โดยผู้เขียนออกโรงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน
2.ค่านิยมของคนในสังคมที่มักมองว่า การขายบริการทางเพศเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หากผู้ขายบริการนำเงินมาดูแลครอบครัว เนื่องจากสะท้อนถึงความกตัญญู ส่งผลให้ความพยายามแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้น และ 3.อัตราการซื้อขายบริการทางเพศในพัทยาเฉลี่ยอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำมากคือ ราว 8 เหรียญสหรัฐ (ราว 240 บาท) ต่อครั้ง ซึ่งนับเป็นปัจจัยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เน้นเซ็กซ์ทัวร์แห่เข้ามาใช้บริการเป็นทวีคูณ
ขณะเดียวกัน พัทยายังถือเป็นแหล่งที่กระบวนการค้ามนุษย์เข้ามาแสวงหาประโยชน์มากที่สุด โดยมักจะเข้ามาหลอกล่อให้เหยื่อคนไทย ว่า สามารถช่วยหางานทำในต่างประเทศและให้การสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้มีสาวไทยจำนวนมาก ซึ่งมีฐานะยากจนตกเป็นเหยื่อและถูกบังคับให้ค้าประเวณีในต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หญิงไทยที่มีฐานะยากจนบางรายยอมรับว่า สาเหตุที่มาขายบริการทางเพศ เนื่องจากไม่สามารถหางานทำในพื้นที่ได้ และเมื่อพบเจอกับกลุ่มนายหน้าเครือข่ายค้ามนุษย์ ที่เข้ามาตีสนิทและให้คำมั่นสัญญาว่าจะสามารถพาพวกเธอเข้าไปทำงานในสหรัฐได้ จึงทำให้พวกเธอตกอยู่ในวงจรการค้ามนุษย์ในต่างประเทศ” ฟรีดแมน ระบุ
ไม่เพียงหญิงไทยเท่านั้น กลุ่มเด็ก โดยเฉพาะเด็กชายไทยยังตกเป็นเหยื่อการค้าบริการทางเพศมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เขียนอ้างรายงานของศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์และเด็กถูกล่วงละเมิดในไทย พบว่า ชาวอเมริกันบางกลุ่มติดต่อซื้อบริการทางเพศเด็กชายมากขึ้น โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เนื่องจากมองว่าสามารถหลบหลีกจากการถูกดำเนินคดีในไทยได้
รายงานยกตัวอย่างกรณีของบาทหลวง พอล แชนลีย์ ชาวอเมริกันวัย 71 ปี ที่สามารถลักลอบเข้าประเทศไทยและอาศัยอยู่ในพัทยาเป็นเวลาหลายเดือน แม้ว่าแชนลีย์ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตคดีละเมิดทางเพศต่อเด็ก ขณะบวชเป็นพระอยู่ในโบสถ์ของนิกายคาทอลิก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยอาจหละหลวมกับการตรวจสอบประวัติ
“ถึงแม้ว่าการกระทำความรุนแรงและละเมิดทางเพศต่อเด็ก เป็นสิ่งผิดกฎหมายในไทย ทว่า การหยุดยั้งไม่ให้กลุ่มผู้ที่ชอบร่วมเพศกับเด็ก เดินทางมายังพัทยานับว่าเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกระบวนการจัดหาเหยื่ออย่างเป็นระบบผ่านเครือข่ายค้ามนุษย์ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก” รายงานระบุ







