posttoday
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

22 กุมภาพันธ์ 2556

หนึ่งในสิ่งที่ประเทศไทยต้องพยายามเปลี่ยนแปลงให้ได้ก็คือ ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจเกี่ยวกับ “กรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมของประเทศ” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายคนเถียงกันไปมา ทำให้เราต้องเดินหน้าถอยหลัง ย่ำวนอยู่กับที่ มาเป็นเวลาหลายๆ ปีแล้ว

หนึ่งในสิ่งที่ประเทศไทยต้องพยายามเปลี่ยนแปลงให้ได้ก็คือ ความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจเกี่ยวกับ “กรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมของประเทศ” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายคนเถียงกันไปมา ทำให้เราต้องเดินหน้าถอยหลัง ย่ำวนอยู่กับที่ มาเป็นเวลาหลายๆ ปีแล้ว

ข้างหนึ่งมีกลุ่มผู้รู้ที่คิดว่า ค่าเงินบาทควรที่จะอยู่นิ่งๆ และถ้าจะดีไปกว่านั้นก็ควรมีค่าที่อ่อนเข้าไว้ เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้ โดยหากจะขีดเส้นได้ตามใจปรารถนาก็อยากตรึงเงินบาทไว้ที่ 31-32 บาท เป็นต้น ส่วนอีกข้างหนึ่ง (โดยเฉพาะแบงก์ชาติเอง ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคน) มองว่าเงินบาทควรเคลื่อนไหวไปมาตามกลไกตลาดสามารถอ่อนได้แข็งได้ โดยแบงก์ชาติเข้าไปแทรกแซงเมื่อจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากการฝืนตลาดเป็นเรื่องที่ยากจะทำได้ในระยะยาว

ในประเด็นนี้เราจะพบว่า ทุกครั้งที่เงินบาทเคลื่อนไหวแรงๆ แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กระแสความขัดแย้งก็จะทวีความร้อนแรงขึ้นมาทันที โดยทุกคนก็จะช่วยกันเรียกร้องให้แบงก์ชาติเข้าเร่งจัดการไม่ให้เงินบาทแข็งค่า หรือถ้าจะดีก็อยากให้เงินบาทอยู่นิ่งๆ

หากเงินบาทยังแข็งค่าขึ้น ไม่ยอมหยุด เสียงเรียกร้องก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น นำไปสู่การเรียกร้องหามาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า รวมไปถึงกล่าวหาว่า แบงก์ชาติบกพร่องต่อหน้าที่ในเรื่องของค่าเงิน ทำให้ท้ายสุด หลายครั้ง หลายหน แบงก์ชาติก็ต้องโอนอ่อน โดย

(1) พยายามเข้าแทรกแซงอย่างเต็มที่ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อช่วยผู้ส่งออก

(2) ดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ออกมาตร

การสกัดเงินไหลเข้า โดยสั่งห้ามไม่ให้นักเก็งกำไรต่างชาติ และนักลงทุนต่างชาติเอาเงินเข้ามาลงทุนในบางตลาดที่คิดว่าเป็นแหล่งของ “เงินร้อน เงินร้าย” ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศ

สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ มาตรการประเภทข้อที่สองนี้ (ซึ่งเราได้ทยอยออกมาตรการใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) มีต้นทุนแฝงกับประเทศพอสมควร โดยสร้างความบิดเบือนให้กับตลาดการเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และทำให้ตลาดเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาได้ และกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถก้าวข้าม ไม่สามารถพัฒนาขึ้นสู่ระดับต่อไปได้

เป้าหมายที่เหมาะสมในเรื่องกรอบอัตราแลกเปลี่ยน

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจคือ เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น โครงสร้างต่างๆ จะเปลี่ยนไป ทำให้เราสามารถอยู่กับโลกที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งถ้าจะเทียบว่าเศรษฐกิจของเราคือ “เรือจ้าง” แล้ว เราต้องพัฒนาเรือจ้างของเรา ที่เดิมคอยแต่หากินอยู่ในลำคลอง ยกระดับขึ้นเป็นเรือสำเภาที่ออกไปหากินได้ในแม่น้ำ และท้ายสุดต้องยกระดับต่อไปเป็นเรือเดินสมุทรที่สามารถต้านทานคลื่นลม และสามารถก้าวออกไปสู่การจับปลาไปทำมาหากินในท้องสมุทรกว้างใหญ่ได้

หัวใจสำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรือของเราให้แข็งแรงขึ้น มีผนังที่ทนทานขึ้น มีระบบการเดินเรือที่ดีขึ้น มีเครื่องยนต์ใบพัดที่ดีขึ้น พอรับกับการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรได้หรือไม่ ซึ่งหากทำได้เราก็จะสามารถก้าวออกไปสู่ทะเลที่ลึกยิ่งกว่าเดิมมากขึ้น โอกาสในการทำมาหากินของเราก็จะยิ่งกว้างขวางขึ้น

ในเรื่องกรอบอัตราแลกเปลี่ยนก็เช่นกัน เป้าหมายของเราคือ “การทำให้ภาคส่งออกนำเข้าของเรา สามารถอยู่กับค่าเงินที่ผันผวนได้มากขึ้นเรื่อยๆ” โดยให้ความรู้กับเขาในการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพิ่มเติม ที่เขาจะสามารถนำมาใช้ได้

สิ่งที่เราต้องทำมีอยู่ 4 ด้าน

ด้านแรก วางกรอบให้ชัดว่า กรอบอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงต่อไปจะมีความผันผวนพอสมควร โดยที่แบงก์ชาติจะยังช่วยดูแล เข้าแทรกแซงค่าเงินเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้ค่าเงินปรับเปลี่ยนเร็วเกินไป และดูแลไม่แข็งกว่าคู่แข่งของเราจนเกินไป ที่สำคัญต้องพูดออกไปให้ชัดและพูดให้ตรงกันว่า ระบบที่จะตรึงค่าเงินไว้ที่ใดที่หนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่ยากจะทำได้ และเราคงไม่ย้อนกลับไปสู่จุดนั้นอีก

การส่งสัญญาณเช่นนี้ ผู้ส่งออกจะรู้ว่า เขาไม่มีทางเลือกมาก ก็ต้องพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกใหม่ที่ค่าเงินจะผันผวนไปตามภูมิภาค

ด้านที่สอง ช่วยให้ความรู้ให้เครื่องมือกับผู้ส่งออกให้สามารถอยู่กับความผันผวนของค่าเงินให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ค่าเงินจะผันผวนไปกับภูมิภาค (ไม่ได้ผันผวนไปตามยถากรรม ประเภทแข็งอยู่คนเดียว ไม่สนใจใคร)

การที่ผู้ส่งออกส่งสินค้ากว่า 70% ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชีย (ซึ่งปกติแล้วค่าเงินของประเทศเหล่านี้จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน) หมายถึงช่องทางที่เขาจะใช้ดูแลตนเองได้ โดยผู้ส่งออกควร

คิดราคาสินค้าเป็นสกุลท้องถิ่นให้มากขึ้น เท่าที่จะทำได้ เช่น เมื่อส่งไปที่มาเลเซียก็คิด เป็นเงินริงกิต ส่งไปที่จีน เป็นเงินหยวน ส่งไปที่ลาว เขมร พม่า เป็นเงินบาท เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากค่าเงินไปได้ในระดับหนึ่ง

คิดราคา Pricein เพิ่มเข้าไป หากเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก 3% 5% 7% แล้วแต่จะเจรจาได้ ซึ่งหากเงินบาทแข็งขึ้นจริงก็ยังจะมีกำไรอยู่บ้าง

ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทำ Hedging เพื่อปิดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนที่เหลือ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Forward หรือการใช้ Currency Future เข้าช่วย หรือการบริหารให้หนี้สินและรายได้ที่จะเข้ามาให้มีสกุลเดียวกัน เป็นต้น รวมไปถึงการรู้จักเลือกฝากเงินที่ได้มาไว้ในบัญชี FCD ตามจังหวะที่เหมาะสมตามภาระที่ตนเองมี เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนลงมา

รู้จักที่จะพยายามลดต้นทุน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาไม่ได้มาจากความผันผวนระยะสั้นของค่าเงินเท่านั้น แต่มาจากการที่ค่าเงินอาจแข็งขึ้นต่อเนื่อง เพื่อที่เราจะได้อยู่ได้ในโลกเช่นนั้น

ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาล แบงก์ชาติ และสถาบันการเงิน จะต้องช่วยกันติดปีกให้กับผู้ส่งออก ทั้งในเชิงของความรู้ การให้คำปรึกษา ให้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่มีต้นทุนที่ไม่สูงนัก ช่วยลดกฎเกณฑ์ของทางการในการนำเงินกลับประเทศให้สามารถฝากในบัญชี FCD ต่างประเทศที่ได้ผลตอบแทนที่ดี รวมถึงให้การสนับสนุนทางการเงินตามที่เหมาะสมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของผู้ส่งออก

ด้านที่สาม – การสร้างความสมดุลให้กับสินทรัพย์ของเราในต่างประเทศ และสินทรัพย์ของต่างชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะการที่เราจะทำให้เงินไหลเข้าและเงินไหลออกมีความสมดุลกันมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้หมายถึงการที่ทางการจะอนุญาตให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการเปิดเสรีเรื่องเงินทุนไหลออกที่กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ

ด้านสุดท้าย – พัฒนาตลาดการเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่ลึกขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการทำ Hedging ของทุกคน ในจุดนี้หัวใจสำคัญอยู่ที่ตลาดเหล่านี้ ไม่เกิดขึ้นเอง ต้องสร้างขึ้น พัฒนาขึ้น โดย

เราต้องพยายามอดทน มุ่งเดินไปข้างหน้า ไม่ย้อนกลับไปหาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบนิ่งๆ จนเกินไป เพราะถ้าเราดูแลค่าเงินจนนิ่งเกินไป ผู้ส่งออกก็จะไม่มีความจำเป็นที่ต้องคิดเรื่องการบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าเงินและตลาดก็จะไม่พัฒนา

เราต้องไม่พยายามหาเครื่องทุ่นแรง โดยเฉพาะมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า ที่จะห้ามไม่ให้เกิดธุรกรรมในบางตลาด ซึ่งจะมีผลข้างเคียงทำให้ตลาดไม่พัฒนา หรือในบางกรณีอาจจะฆ่าตลาดเหล่านี้ไปในที่สุด ซึ่งหมายความว่าเรือเดินสมุทรที่เรามุ่งหวังจะสร้างขึ้นนั้นจะขาดองค์ประกอบบางอย่าง ขาดตลาดการเงินที่สำคัญที่ทำให้เครื่องมือทางการเงินหลักๆ ไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้ กลายเป็นเรือเดินสมุทรที่พิกลพิการ ท้ายสุดก็ไม่สามารถออกไปสู่ทะเลลึกได้ ต้องวนเวียนอยู่ที่ชายฝั่งเท่านั้น

ถ้าเราใจแข็งพอ ช่วยกัน และทำได้เช่นนี้ เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้อยู่ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดียิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่โครงสร้างใหม่ของระบบเศรษฐกิจ ที่เอื้อให้ภาคส่งออกสามารถแข่งขันกับคู่แข่งของเราได้ในทุกรูปแบบบนขาของเขาเอง โดยไม่ต้องไปหวังร้องพึ่ง แต่แบงก์ชาติให้ช่วยดูแลค่าเงินแต่เพียงอย่างเดียว เช่นในอดีต ซึ่งจะนับเป็นความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ

หมายเหตุ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ “Blog ดร.กอบ” ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท