posttoday

ฟองสบู่ในหุ้นและอสังหาฯดับร้อนก่อนสายเกินแก้

22 กุมภาพันธ์ 2556

มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.75% ด้วยเสียง 6 ต่อ 1

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.75% ด้วยเสียง 6 ต่อ 1 ทางหนึ่งเป็นการบ่งชี้ชัดเจนว่า หัวเด็ดตีนขาด กนง.ก็จะไม่ปรับลดดอกเบี้ยลง แม้จะมีแรงกดดันฝ่ายการเมืองก็ตาม เพราะกังวลในเรื่องความเป็นอิสระจากการเมือง

ทางหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ กนง.วิตกกังวลว่า ถ้ายิ่งไปปรับลดดอกเบี้ยลงอีกทั้งๆ ที่ระดับดอกเบี้ยของไทยในปัจจุบันก็ไม่ได้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อาจจะยิ่งก่อให้เกิดปัญหาฟองสบู่เพิ่มขึ้นไปอีก

เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดหรือปริมาณเงินมีมาก และเริ่มก็เห็นสัญญาณฟองสบู่ผ่านทางการปรับขึ้นของราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ในบางจุดบ้างแล้ว

กนง.จึงวิตกกังวลว่า ถ้าไปลดดอกเบี้ยลงอีกยิ่งเสมือนไปจุดไฟกระตุ้น จะซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีกก็เป็นได้

หากจับสัญญาณความน่ากังวลเรื่องปัญหาฟองสบู่ในช่วงนี้ ก็จะเห็นปัญหาว่า เริ่มมีภาพสะท้อนที่ชัดเจนมากขึ้นจนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องติดตามพัฒนาการของปัญหาอย่างใกล้ชิด

ถ้อยแถลงของ ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ กนง. ที่ระบุว่า ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนและเศรษฐกิจในประเทศเองยังมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงิน จากการเร่งขึ้นของราคาสินทรัพย์ กนง.จึงจะติดตามความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินและสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป

และยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบัน เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และไม่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวทางเศรษฐกิจและไม่ทำให้เงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย 0.53%

แม้ว่าเงินเฟ้อในปัจจุบันจะไม่เป็นอันตราย และแนวโน้มก็ไม่ได้สร้างความวิตกมากนัก แต่ห่วงราคาสินทรัพย์ในบางตลาดที่มีการปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างเร็วและมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมามากกว่า

“ถามว่า เห็นสัญญาณฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ หรือไม่ ต้องเรียนว่า ถ้าเห็นฟองสบู่ตอนนี้อาจจะสายเกินไป แต่ถ้าเห็นเครื่องชี้ต่างๆ ที่กำลังดำเนินไปในทิศทางกระตุ้นให้เกิดฟองสบู่ในอนาคต ก็จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง สิ่งที่ กนง.รับทราบและติดตามดูมาพอสมควรแล้ว คือ สถานการณ์การขยายสินเชื่อบางประเภทที่ค่อนข้างจะร้อนแรง ทำให้ภาระหนี้ครัวเรือนปรับสูงขึ้น ราคาสินทรัพย์บางพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็ว สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ทำให้ ธปท.เบาใจขึ้นจากการประชุม กนง.ครั้งก่อนเลย” ไพบูลย์ ระบุ

ข้อคิดเห็นของ ไพบูลย์ สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการ ธปท.ที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ไม่นานว่า ในภาวะสงครามค่าเงินจากสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างปั๊มเงินออกมาจำนวนมาก พร้อมกับกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อปกป้องไม่ให้ค่าเงินตัวเองแข็งค่าขึ้น ปริมาณเงินจำนวนมากจึงไหลมาสู่ประเทศไทยมากขึ้น เพราะเปรียบเทียบในอาเซียนแล้ว ไทยได้เปรียบในการลงทุนมากที่สุด เพราะเป็นศูนย์กลางในอาเซียนและยังมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตดี

ขณะที่ไทยมีระบบการเงินแบบเปิดและยังไม่มีเครื่องมือดูแลเงินทุนไหลเข้า ไม่มีการเก็บภาษีเงิน หรือโทบินแท็ก การคุมเงินลงทุนโดยตรง และยังไม่ชัดว่าจะมีมาตรการนอกตลาด หรือนันมาร์เก็ต แบสเซอร์ หรือไม่ เพราะถ้าออกมาตรการเหล่านี้มาใช้ผลกระทบข้างเคียงสูงมาก

ดังนั้น ในช่วง 34 เดือนที่ผ่านมา จึงเห็นเงินทุนไหลเข้าผิดปกติ โดยเข้ามาลงทุนระยะสั้น ในตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทำให้อีกไม่ช้าอาจได้เห็นการเปิดห้องค้าเกิดขึ้นในต่างจังหวัดเหมือนเมื่อปี 25362537

“เพราะไทยมีสภาพคล่องสูง ทำให้ราคาอสังหาฯ ปรับตัวขึ้นสูง มีที่ไหนคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัด เช่น เขาใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี ที่ไม่น่าจะขายได้ แต่ขายดิบขายดีผิดธรรมชาติ และทำท่าจะขยายตัวสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่โตเฉลี่ยปีละ 45% ขนาดราคาคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นจากตารางเมตรละ 23 หมื่นบาท เป็นตารางเมตรละ 1 แสนบาท” วีรพงษ์ ระบุ

ข้อวิตกดังกล่าวตรงกับความเห็น ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ที่ระบุว่า กนง.เสียงส่วนใหญ่ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกังวลการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ในบางประเภท เช่น ตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากขณะนี้ราคาหุ้นสูงขึ้นมาก

ส่วนใหญ่เป็นการปรับขึ้นในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่เล่นโดยนักลงทุนคนไทย ทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธปท.ก็เห็นตรงกันว่า การซื้อขายหุ้นในระยะหลัง ราคาหุ้นเล็กกระโดดขึ้นไปมาก ทาง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เองก็กำลังหามาตรการดูแลอยู่ ส่วน ธปท.จะพยายามรักษาดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำเกินไปจนไปกระตุ้นเพิ่ม

ตอนนี้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจนน่าห่วง เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแล้วราคาถือว่ายังไม่สูงเกินไป เพียงแต่ราคาในบางเขตหรือบางจังหวัดเพิ่มขึ้นสูง และเริ่มมีการเก็งกำไรจากการคาดการณ์เรื่องจะมีรถไฟความเร็วสูงมีถนนหลายสายตัดผ่าน มีการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาค และมีโครงการลงทุนต่างๆ เพิ่ม” ประสาร ระบุ

ความกังวลดังกล่าวตรงกับมุมมองของ กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่มองว่า ภาวะการขยายตัวที่สูงในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมาในรอบ 10 ปี ควรจะได้รับการแตะเบรกความร้อนแรงด้วยการเพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์ของไทยที่ 510% หรือเพิ่มเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ในปัจจุบันที่ 9095% ซึ่งแทบจะต่ำที่สุดในโลก ให้เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับระดับสากลที่ให้ดาวน์ 2030% หรือใช้ LTV ที่ 7080% แทน

และแนวคิดเหล่านี้ ยังตรงกับมุมมองความเห็นของ ณรงค์ชัย อัครเศรณี และ ศิริ การเจริญดี กนง. ที่กล่าวยอมรับว่า รอบนี้ชัดเจนว่า กนง.ห่วงฟองสบู่มาก ทั้งจากราคาหุ้นและราคาอสังหาฯ ที่เพิ่มขึ้นมาก

ศิริ อธิบายว่า ถ้าดูดัชนีสัดส่วนการลงทุน การให้เช่า การอยู่อาศัยเอง และการเก็งกำไร ถือว่ายังไม่ถึงขีดอันตราย แต่มองไปข้างหน้าที่จะมีเงินทุนไหลเข้ามา ซึ่งคงไม่เข้าเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ น่าจะเข้าการลงทุนสินทรัพย์ที่เป็นกระดาษ (Paper Asset) ด้วย

เพราะถ้าดูจากการเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร มันไม่เคยเพิ่มขึ้นจากการลงทุนสั้นมากขนาดนี้ ในภาวะเช่นนี้คนอาจจะเข้าใจไปว่าเงินไหลเข้ามามากก็ควรลดดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้มีแรงจูงใจเงินไหลเข้ามาและยังช่วยดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งได้ด้วย

โดยที่ลืมไปว่า ถ้ายิ่งไปลดดอกเบี้ยลง ทั้งที่ดอกเบี้ยเหมาะสมกับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประมาณ 5% แล้ว การไปลดดอกเบี้ยอาจจะกลายเป็นว่าไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตมากเกินไปจนขาดเสถียรภาพความยั่งยืนระยะยาว

“ที่สำคัญการลดดอกเบี้ยลง อาจจะยิ่งไปทำให้ราคาหุ้น ราคาอสังหาฯ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลแพงขึ้นไปอีก อย่าลืมว่าราคาของพวกนี้ยิ่งแพงขึ้น ยิ่งดึงเงินทุนไหลเข้ามาเพิ่ม

ฉะนั้น ในภาวะที่ดอกเบี้ยก็เหมาะสมไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของ 6 ต่อ 1 เสียงที่ค่อนข้างชัดว่าให้คงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพราะห่วงฟองสบู่จากราคาที่มันสูงขึ้นให้เห็นแล้ว จึงจำเป็นต้องกันปัญหานี้ไว้ก่อน” ศิริ ให้ความเห็น

หลากประเด็นเหล่านี้ คือเหตุผลสำคัญที่ กนง.ประกาศคงดอกเบี้ย โดยไม่สนข้อครหาเด็กดื้อในสายตารัฐบาลและภาคธุรกิจ รวมถึงกระแสสังคมที่เรียกร้องอยากให้ลดต้นทุนการเงิน

เพราะ กนง.มีเหตุผลที่ชัดเจนในการตัดสินใจว่า หากไม่รีบดับร้อนตัดสัญญาณฟองสบู่เสียแต่เนิ่นๆ ในตอนนี้ ปล่อยไว้เนิ่นนานไปอนาคตอันใกล้ของไทยอาจซ้ำรอยต้มยำกุ้ง ที่มีการปั่นราคาสินทรัพย์ขึ้นมาจากเงินนอก

จึงต้องดับปัญหาฟองสบู่ก่อนเกิดเหตุ มิเช่นนั้นอาจไม่ทันการณ์

เพราะตอนนี้นายแบงก์ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเห็นธุรกรรมเก็งกำไรในตลาดคอนโดแล้ว 5-10% ที่ซื้อขายเปลี่ยนมือก่อน

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก