
ฝันหวานไทยแลนด์ 2020
ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่เสนอตัวเป็นผู้จัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะใช้พื้นที่บริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่เสนอตัวเป็นผู้จัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะใช้พื้นที่บริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
อีก 4 ประเทศ คือ ตุรกี รัสเซีย บราซิล และ ยูเออี
การตัดสินของสำนักงานมหกรรมโลก หรือบีไออี คาดว่าจะเกิดขึ้นปลายปีหน้า โดยไทยมีโอกาสชนะสูง เพราะไม่มีคู่แข่งจากภูมิภาคเดียวกัน
แต่ข่าวที่ออกมาในช่วงหลังส่อเค้าว่ากลุ่มที่ผลักดันเรื่องนี้จะฝันค้าง มีการกล่าวหารัฐบาลชุดนี้ว่าไม่เอาจริง อาจเป็นเพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เกิดในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์หรือมิฉะนั้นก็เป็นข้อกล่าวหาที่หนักกว่านั้นอีก คือเพื่อเปิดทางให้ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ยูเออีเสนอจะใช้เป็นสถานที่จัดงาน
เมื่อถูกฝ่ายค้านสะกิด นายกรัฐมนตรีก็ออกมาชี้แจงว่า รัฐบาลจะยังเดินหน้าเพื่อให้ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานต่อไป
ตัวผมเองมีโอกาสไปเที่ยวงานเวิลด์เอ็กซ์โปเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เซี่ยงไฮ้เมื่อ 3 ปีก่อนโดยก่อนไปรู้สึกกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งรีบรับปากเพื่อนที่มาชวนและชำระเงินค่าเดินทางโดยไม่รอช้า
คณะของเราวางแผนจะใช้เวลาทั้งสามวันในเซี่ยงไฮ้อยู่ภายในบริเวณงาน แต่แล้วความคาดหมายที่จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆของเราก็ต้องพบกับความผิดหวัง ในระหว่างรับประทานอาหารเย็นหลังการเที่ยวชมงานวันแรก ผู้ร่วมคณะก็ลงคะแนนเสียงเกือบเป็นเอกฉันท์ว่าเราได้เห็นพอแล้ว อีก 2 วันที่เหลือขอให้ผู้จัดการเดินทางช่วยจัดโปรแกรมอื่นมาทดแทน
ศาลาที่เราได้เข้าไปเยี่ยมชม ส่วนใหญ่ติดอันดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐ แคนาดา ฝรั่งเศส และของไทยเราเอง
แต่ถึงจะเป็นท็อปเทน เราก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เห็นเกือบทั้งหมดเป็นการฉายภาพยนตร์ 3 มิติ และ 4 มิติมีของฝรั่งเศสที่สาธิตวิธีปรุงอาหาร นอกจากนั้นก็มีบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์ไปตั้งโต๊ะโฆษณา
ภาพยนตร์ 3 หรือ 4 มิติอาจเป็นของใหม่สำหรับชาวจีนในชนบทหรือในเมืองเล็กๆ รอบนครเซี่ยงไฮ้ โดยมิติที่ 4 คือสเปเชียลเอฟเฟกต์เพิ่มเติม เช่น การฉีดละอองน้ำใส่ผู้ชมเวลาฝนตกของสหรัฐ หรือรูปปั้นยักษ์วัดแจ้งที่เคลื่อนไหวได้และพูดได้ของเรา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ น่าจะมีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี ในสวนสนุกใหญ่ๆ ในสหรัฐ
จำไม่ผิด ศาลาที่ติดอันดับ 1 เป็นของสหรัฐ ภายในประกอบด้วยโรงภาพยนตร์3 โรง ฉายภาพยนตร์ 2 มิติ 3 มิติ และ4 มิติ ตามลำดับ
ส่วนของไทยที่ติดท็อปเทนกับเขาด้วยก็เป็นลักษณะภาพยนตร์ 3 และ 4 มิติเช่นกัน โดยเรามีจุดขายที่สำคัญ คือการเอาวิถีชีวิตของชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เยาวราชไปฉายให้เขาดู
สำหรับคนที่เข้าไปเที่ยวชมงาน เกือบทั้งหมดเป็นคนจีน มีชาวต่างชาติน้อยมาก เข้าใจว่าไม่เกิน 3% เจ้าหน้าที่ที่คอยให้บริการก็มีน้อยคนที่เข้าใจภาษาอังกฤษ
จำนวนผู้เข้าชม ซึ่งตามสถิติบอกว่าตลอดงานมี 70 ล้านคน เมื่อสอบถามทราบว่ารัฐบาลจีนต้องสั่งให้มีการเกณฑ์คนมาเที่ยวงานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ตัวเลขตามเป้าหมายที่กำหนด
เมื่อผมมีเวลาทบทวนเรื่องย้อนหลังก็ได้ข้อสรุปว่า การจัดงานแบบเวิลด์เอ็กซ์โปในโลกยุคปัจจุบันอาจเป็นเรื่องล้าสมัยแล้ว เพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังอาจไม่ยอมรับความจริงเท่านั้น เหตุผลง่ายๆ มี 2 ประการ ดังนี้
หนึ่ง ระบบคมนาคม สื่อสาร และการตลาดสมัยใหม่ ทำให้นวัตกรรมใหม่ๆ ไปถึงมือผู้บริโภคทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอเผยแพร่หรือเปิดตัวในงานประเภทนี้
สอง นวัตกรรมส่วนใหญ่ในปัจจุบันเกิดขึ้นในภาคเอกชน ซึ่งเจ้าของนวัตกรรมต่างมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์และการตลาดของตัวเอง ต่างจากในอดีตที่รัฐเป็นเจ้าของนวัตกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มากับอุตสาหกรรมผลิตอาวุธ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ และโครงการอวกาศ
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างเวิลด์เอ็กซ์โปในอดีตกับปัจจุบัน ผมขอยกตัวอย่างเวิลด์เอ็กซ์โปครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1851 ในครั้งนั้นเป็นการแสดงผลงานด้านอุตสาหกรรมจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นจำนวนรวมกว่า 1 หมื่นรายการ
ในครั้งนั้น ทุกคนที่มาร่วมงานต่างได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต คาร์ล มาร์กซ์ ถึงกับประกาศว่า นั่นคือจุดสูงสุดของระบบทุนนิยม และทำให้เขาเกิดแรงจูงใจและเกิดแนวคิดในการสร้างระบบสังคมนิยมขึ้นมาแข่ง
อีกกว่า 40 ปีต่อมา เมื่อฝรั่งเศสเป็นผู้จัดงานบ้าง ก็ได้ลงทุนสร้างหอไอเฟลขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของงาน
หันมาดูงานเวิลด์เอ็กซ์โปที่เราเป็นฝ่ายเสนอในครั้งนี้บ้าง หัวข้อหลักคือ “นิยามใหม่ของโลกาภิวัตน์ – วิถีที่ยั่งยืน เพื่อโลกที่สมดุล” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สละสลวย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการปรุงแต่ง ไม่ใคร่เป็นธรรมชาติ และขาดวลีเด็ดหรือประเด็นหลักที่จะดึงดูดผู้คน
ลองนึกภาพดูก็ได้ว่า ประเทศต่างๆจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ อะไรเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มาแสดง ส่วนใหญ่ก็คงนึกไม่ออก และคงต้องไปจ้างบริษัทเอเยนซีโฆษณาให้ช่วยคิดและอาจจัดทำเป็นภาพยนตร์ 3 หรือ 4 มิติมาแสดง
สำหรับประโยชน์ที่บอกกันว่าเราจะได้จากการขยายตัวของจีดีพี จากการจ้างงาน และจากการสนับสนุนการค้าและการลงทุน ผมก็คิดว่าน่าจะมีจำกัด และอาจจะไม่คุ้มกับทุนรอนที่เราต้องสูญเสียไป
นอกจากนั้น ผมยังสงสารเด็กนักเรียนที่จะถูกเกณฑ์ไปเที่ยวงาน โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ แต่วาระซ่อนเร้นที่อยู่เบื้องหลังคือการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย เช่น 30 หรือ 40ล้านคน
เอาเวลาและเงินทองไปทำอย่างอื่นดีกว่าครับ เช่น เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดแข่งฟุตบอลโลกหรือกีฬาโอลิมปิก







